Manderlay คนดำยกมือ ประชาธิปไตยเดินหน้า
posted on 10 Jun 2009 00:09 by binkybear in Movie
ไม่อยากจะแตะจริงๆ เรื่องการเมืองและระบอบการปกครอง เพราะมันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนพอๆ กับการพูดเรื่องศาสนา เพราะทั้งสองอย่างเป็นสิ่งจำเป็นและมีอยู่ในทุกสังคม บทความนี้จะพูดถึงระบอบการปรกครองอย่างที่ชาวบ้านอย่างผมซึ่งไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาเข้าใจ โดยจะไม่พูดกันแบบให้ดูดีเช่น ทุกระบอบการปกครองนั้นดีเท่าเทียมกัน เพราะเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าทุกระบอบการปกครองนั้นมีจุดอ่อนจุดแข็งที่ต่างกัน ไม่มีระบอบไหนสมบูรณ์แบบหรอก แม้เราอาจคิดว่าประชาธิปไตยดีที่สุดแล้ว แต่ถ้ามันเหมาะสมกับทุกคนในโลกจริงๆ ทำไมโลกนี้ไม่มีแต่ประชาธิปไตยไปเลยหละ หนังที่มีชื่อว่า Manderlay (ซึ่งถ้าให้เดา เขาก็น่าจะล้อชื่อเมือง มันดาเล ของพม่า) ก็กำลังพูดถึงประเด็นนี้อย่างดุเดือด
Manderlay (2005) เป็นหนังของผู้กำกับ ลาร์ วอน เทีย ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นผู้กำกับไร้หัวใจ แน่นอนว่าคนที่ทำหนังแบบนี้ได้ย่อมมีหัวจิตหัวใจ มากกว่าพวกปากดีๆ แต่ไม่มีหัวใจหลายเท่านัก ผมหยิบหนังเรื่องนี้ซึ่งถูกดองอยู่ในกองแผ่นดีวีดีซึ่งยังไม่ได้ดู เพราะคำว่า “ผมคือผู้กำกับที่เก่งที่สุดในโลก” ที่เขาประกาศก้องไว้ที่เมืองคานส์ปีนี้ แต่แกก็ไม่ได้ชนะรางวัล (ขนาดคนที่(คิดว่า)ตัวเองเก่งที่สุดในโลกยังไม่ได้รางวัลจากคานส์ปีนี้เลย น้องอุ้มบ้านเราน่าจะเก่งกว่าเขาหลายเท่านัก) ก่อนนี้ผมเคยดูหนังเรื่อง Breaking the Waves (1996) และ Dogville (2003) ซึ่งทำให้พอเตรียมใจรับสิ่งที่ตัวละครผู้หญิงในหนังของเขาเจอได้แล้ว แต่สำหรับ Manderlay มันต่างออกไป ผู้หญิงไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทรมานคนดูของ วอน เทีย เท่าไหร่ แต่เป็นอเมริกันต่างหากที่ถูกชำเราแบบเพียวๆ นั่นทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างรื่นรมย์กว่าเรื่องอื่นของเขา
หนังเริ่มต้นต่อจาก Dogville เกรซกับพ่อขับรถออกมาจากที่นั่นหลังจากล้างบางไปจนเฮี้ยนเตียนแล้ว พวกเขากลับไปยังถิ่นเก่า แต่ตอนนั้นได้มีผู้ดูแลใหม่เข้าไปปรกครองแล้ว(แน่นอนว่านี่กำลังแสดงถึงยุคล่าอาณานิคม) พวกเขาจึงต้องย้ายถิ่นจนเดินทางมาถึงมันเดอเลเมืองที่กำลังลงโทษคนดำอย่างทารุน เกรซผู้ใจอ่อนขอเข้าไปเจรจาและขอความเป็นธรรมให้คนดำ เธอบอกว่าประเทศนี้เลิกทาสไป 70 ปีแล้ว พวกเขาควรได้รับอิสระ แล้วอยู่ๆ หญิงแก่ผู้ดูแลที่นี่ ซึ่งเป็นเจ้าของทาสคนดำทั้งหมดในมันเดอเลก็ตายไปเสียดื้อๆ ปล่อยให้เธอต้องรับหน้าที่เปลี่ยนแปลงเมืองนี้ให้เป็นเมืองแสรีอย่างที่อเมริกันชนควรได้รับ
เธอเจอกับกฎเก่าแก่ของที่นี่ซึ่งถูกเขียนไว้อย่างละเอียดในสมุดจดใต้เตียงของหญิงแก่ ในนั้นเขียนกฎซึ่งโคตรจะเห็นแก่ตัว ไม่มีเป็นธรรมใดใดปรากฏอยู่ในนั้นเลย แถมทาสทุกคนจะมีรายชื่อ และเขียนถูกแยกประเภทไว้อย่างน่ารังเกียจ เช่น พวกขี้ประจบ ควรได้กินข้าวมากกว่า พวกหยิ่งในศักดิ์ศรีก็จะได้กินน้อยกว่า นี่มันเป็นการมองคนแบบสัตว์ชัดๆ คนเราไม่ควรจะถูกแบ่งกันง่ายๆ อย่างนั้น
หนังพยายามแสดงให้เห็นว่าเกรซมีความพยายามและมีอุดมการณ์ร้อนแรงแค่ไหน แต่นั่นก็ยิ่งสร้างความน่าขันและสมเพชให้กับตัวของเธอเองเท่านั้น เพราะเธอก็ไม่ได้ต่างจากคนอเมริกันทั่วไปที่มองเห็นคนโพกหัวเป็นแขก คนตาตี่เป็นคนจีน เธอแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครในมันเดอเลชื่ออะไรบ้าง แต่นั่นดูใส่ร้ายคนอเมริกันเกินไปรึเปล่า ผมเองก็มีญาติอยู่อเมริกาที่ใช้ชีวิตแบบอเมริกันจ๋า ผมรู้สึกถึงความคิดแบบทุนนิยมและทัศนคติที่ดูเหมือนใส่ใจคนอื่นไปงั้นๆ เพราะอเมริกาเองชอบทำเป็นเหมือนจะมองเห็นคนทั้งโลก แต่ก็ใส่ใจเฉพาะพวกที่ดีกับตัวเองจริงๆ เท่านั้น
Manderlay แทบจะพูดประเด็นเดียวกับหนังเรื่อง Charlie Wilson's War (2007) ของ ไมค์ นิคโคล ที่แสดงให้เห็นว่านิสัยของอเมริกาคือสนุกตื่นเต้นที่ได้ช่วยคนอื่น แต่ดันเบื่อง่ายหน่ายเร็ว เพราะความจริงก็แล้วไม่ได้อยากช่วยตั้งแต่แรกหรอก ที่ทำลงไปทั้งหมดก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า สิทธิมนุษยชน ต่างหาก แต่ใน Manderlay เล่าเรื่องนั้นได้แซบกว่าเยอะ เพราะหนังก็ไม่ได้หยุดเพียงตั้งคำถาม มันไม่ใช่แค่กระชากหน้ากากคนตอแหล แต่เป็นการฉุดขึ้นมาตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แน่นอนว่ามันเป็นข้อกล่าวหาซึ่งใช่ทุกคนที่เป็นอเมริกันชนจะเป็นแบบนั้น แต่การเหมารวมนี้ก็ดีแล้วถ้ามองลึกลงไป เพราะไม่ว่าเราจะเป็นอเมริกันหรือไม่ แต่การมองคนแค่เปลือกก็มีอยู่ในทุกสังคมอยู่แล้ว คนที่โดนหนังเรื่องนี้ตบหน้าอยู่ก็คือคนพวกนั้น ซึ่งมันก็สาสมดีแล้วที่ถูกหนังเรื่องนี้เหมารวมคนพวกนั้นว่าเป็นอเมริกัน เพราะคนพวกนั้นมองคนอื่นเค้ามาเยอะแล้ว ถูกคนอื่นมองแบบเหมารวมบ้างจะเป็นไรไป
สุดท้ายหลังจากที่เกรซอยู่มันเดอเลได้สักพัก เธอก็เริ่มถืออำนาจและสอนให้คนดำยกมือโหวด เธอคิดว่านั่นคือการแสดงออกซึ่งประชาธิปไตย แต่การทำลายระบอบเดิมๆ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่โดยขาดการประนีประนอมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ แม้เราทุกคนจะรู้สึกว่าประชาธิปไตยดี แต่เมื่อในใจเรายังยอมรับความต่างไม่ได้เสียที มันก็ไม่วันที่จะเดินหน้าไปไหนได้หรอก
เลยไม่ได้ดู แต่ว่าเคยเห็นอยู่
#1 By ปฏิพัทธ์ กัญญ์ตาเวช on 2009-06-10 09:02