เช้าวันนี้ที่สำหรับบางคนเรียกว่าสาย ตอนสิบโมงตรงผมตื่นขึ้นมา ง่วง เมื่อย และฉี่เสร็จแล้วก็ลงมาโทรศัพท์หาโรงหนังชั้นสองแถวบ้านซึ่งมีชื่อว่า ธนบุรีราม่า ผมถามพนักงานรับโทรศัพท์ว่า รอบบ่ายสองของวันนี้จะฉายเรื่องอะไรครับ เสียงปลายสายเป็นผู้ชายที่ดูท่าทางกระตือรือร้น ก่อนหน้านี้ผมเคยโทรศัพท์ไปถามรอบฉายที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่คนที่รับสายเป็นผู้หญิงจีนดูมีอายุและพูดด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนฟังแทบไม่รู้เรื่อง ย้อนกลับมาที่คำถามของผมที่ว่า รอบบ่ายสองของวันนี้จะฉายเรื่องอะไรครับชายหนุ่มคนนั้นตอบผมกลับมาด้วยน้ำเสียงแบบ Pound to Present ว่า กระสือฟัดปอบครับ

 

นั่นทำให้วันนี้ผมตัดสินใจไปดูหนังที่ไม่มีใครสนใจเรื่องที่ว่า ก่อนตีตั๋วเข้าชมผมมีอาการหวั่นเล็กๆ ว่าหนังอาจจะแย่มากจนทนดูไม่ไหว แล้วมันอาจทำให้ผมต้องลุกออกจากโรงไปโดยที่ไม่ทันได้ดูหนังที่ควบอีกเรื่องนั่นก็คือ Star Trek ฉบับเด็กแนวของ เจเจ อับบราม ความวิตกกังวลนี้เกิดขึ้นกับผมจริงตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง กระสือฟัดปอบ ขึ้นกลางจอ หลังจากที่ตัวละครหนึ่งตัวถูกตามฆ่าโดยกระสือและปอบที่เราไม่เห็นใบหน้า จากนั้นตัดไปที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังเรียนวาดรูป ตัวละครพวกนั้นเริ่มเล่นมุกกากๆ ไร้จังหวะจะโคน ไร้ที่มาที่ไป จากนั้นก็ตัดไปที่ลูกน้องตัวร้ายอย่างไร้เหตุผล มุมกล้องขนาดไกลแทนสายตาเหมือนหลบซ่อนอะไรอยู่ (ส่วนใหญ่มุมกล้องเช่นนี้จะใช้แทนสายตาตัวละครที่แอบมองอยู่ที่ไหนสักแห่ง) จับไปที่ลูกน้องตัวร้ายซึ่งทำแผ่นซีดีร่วงออกมาจากกระเป๋า มันก็กลิ้งไหลไปโดนเท้าสาวคนหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่โผล่มาตอนแรก แล้วเธอก็เก็บแผ่นซีดีตกพื้นเข้ากระเป๋า (ทำไม) จากนั้นตัดกลับไปที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง (มันเป็นคนละวันกันแล้ว โคตรจะต่อเนื่องเลย) พวกเขาคุยกันว่าจะเรียนจบแล้ว ตอนนั้นอยู่ๆ อาจารย์ก็เดินเข้ามา เพื่อบอกว่าจะมีนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากสิงค์โปรซึ่งเป็นพระเอก(รึเปล่า แล้วมันมาแลกเปลี่ยนอะไรตอนปีสี่ เทอมสุดท้าย แถมเป็นคณะจิตกรรรม) แล้วเขาก็พูดไทยได้ซะอย่างนั้น แถมหน้าตาก็ดูไทยยิ่งกว่านักแสดงในเรื่องบางคนเสียอีก

 

 

อาจารย์ถามว่าพวกปีสี่จะไปวาดรูปที่ไหน (อารมณ์ออกค่าย) แล้วผู้หญิงคนที่เก็บซีดีได้ก็ออกความคิดเห็นว่าควรจะเป็นที่ซึ่งอยู่ในแผ่นซีดีที่เธอเก็บได้ (แสดงว่าเธอดูมันจริงๆ) คงเดากันออกแล้วใช่ไหมว่าที่นั่นต้องมีกระสือและปอบ มันเป็นกระสือและปอบซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยหมอผี และวัตถุประสงค์ของการสร้างผีทั้งสองขึ้นมาก็เพื่อไล่คนออกจากหมู่บ้านให้หมด โดยผู้ร้ายซึ่งเป็นลูกพี่ของไอ้ตัวที่ทำแผ่นซีดีร่วง ต้องการจะทำที่นี่ให้เป็นอะไรสักอย่าง (ในหนังไม่บอกว่าอะไร แต่น่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ) ตัวละครยังไม่หมด ยังมีคนในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ ลูกผู้ใหญ่บ้านและพรรคพวก ไม่เว้นแต่สัปปะเหร่อ กับลูกวัดทั้งหลาย ตัวละคนพวกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเล่นมุกกากๆ เช่นกัน

 

หนังเผาเวลาไปกับมุกกากๆ ที่ไม่มีการตัดต่อให้ดูตลก บันทึกเสียงแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง มุมกล้องโง่ๆ (ที่โง่ขนาดบางทีถ่ายติดห่าอะไรมาก็ไม่รู้ สิ่งที่ต้องการโฟกัสก็หลุด บางทีติดใบไม้ ติดต้นไม้ ติดเสา แล้วก็ชอบใช้มุมกล้องแบบแอบถ่าย) ซึ่งไม่ได้แสดงความหมายอะไรกับเนื้อเรื่องเลย หลายฉากถูกใส่เข้ามาอย่างเรื่อยเปื่อย เหมือนคิดได้ก็ถ่าย ช่วงไหนคิดได้เยอะก็แตกช๊อทละเอียด ช่วงไหนคิดไม่ออกก็มั่วเอา ตัดกระโดดข้างซีนไปเลย ตัวละครหลักที่เป็นกลุ่มนักศึกษาก็ไม่สามารถแสดงความโดดเด่นออกจากกัน ไม่มีแม้ความรู้สึกเป็นปัญญาชนด้วยซ้ำ มีแต่ตัวละครผู้หญิงอ้วนซึ่งโดดเด่นด้วยการเล่นมุกสังขารฝืดๆ ฉากผีในเรื่องก็สร้างความตื่นเต้นอะไรไม่ได้เลย นักแสดงก็เล่นได้ไร้อารมณ์มาก หนังใช้ ทราย เจริญปุระ ไม่คุ้มเลย เธอเล่นเป็นกระสือที่โง่มากทั้งที่ทำตัวดูฉลาด ส่วนตัวละครนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ทำตัวฉลาดแบบกลวงๆ ไม่มีห่าอะไรเลย หนังพยายามมีประเด็นความเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์กับผีสาง แต่มันถูกพูดออกมาแล้วจากไป เหมือนไอจามมากกว่าจะเรียกว่าประเด็น แล้วสุดท้ายหนังก็จบไปอย่างไร้แก่นสารที่สุด

 

 

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้สมควรเรียกว่าหนังหรือไม่ ผมคงตอบว่ามันเป็นไม่ได้แม้แต่ละครสั้นบนโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ฉายตอนตีสี่ เพราะผู้กำกับ คนเขียนบท คนถ่ายภาพ ฯลฯ ไม่มีใครมีความรู้ด้านภาพยนตร์เอาเสียเลย ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้มีบทภาพยนตร์รึเปล่า หรือว่ามีแต่โครงเรื่องแล้วถ่ายไหลไปเรื่อยๆ ส่วนนายทุนได้อ่านบทของมันก่อนอนุมัติเงินสร้างมันขึ้นมาไหม ถ้าหาข้อดีของหนังเรื่องนี้คงมีอยู่เพียงข้อเดียว นี่คือหนังที่เราสามารถหาเรื่องด่าได้อย่างสนุกปากในทุกๆ องค์ประกอบ เพราะมันหาดีไม่ได้เลย

 

ทั้งที่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าหนังเรื่องนี้สามารถเป็นหนังที่พอดูได้ได้ ประเด็นผีดีชั่วสู้กัน บนเส้นเรื่องที่เกาะประเด็น ความเชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์ปะทะกับความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ซึ่งมันสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งนี้ได้ด้วยชนชั้นของตัวละคร เด็กมหาลัย ซึ่งเป็นตัวแทนของปัญญาชนและคนเมือง กับ ตัวละครชาวบ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัด แต่หนังกลับขยำประเด็นที่ตัวเองสร้างขึ้นมาแล้วโยนทิ้ง แถมยังเอาตีนเหยียบซ้ำอีก น่าโมโหมาก ทั้งที่ก็รู้ว่าหนังมันจะออกมารูปนี้ แต่ก็อดที่จะด่าไม่ได้หวะ ““~@*$#&$*%^ แมร่ง!”” ขอแถมอีกหน่อย 555

 



ผมคงต้องเอาความโกรธที่มีต่อกระสือฟัดปอบเข้ากระเป๋า แล้วรอดูหนังแห่งความหวังในวันนี้เรื่อง Star Trek ผมจะไม่เอาหนังสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกัน ไม่ต้องห่วงครับ เพราะผมก็หวั่นหนังเรื่องนี้ไม่น้อย แม้ เจเจ อับบราม จะเป็นโปรดิวส์เซอร์ชื่อก้องโลก แต่เขาเป็นผู้กำกับสุดห่วยที่เคยกำกับภาคสามอันแสนเลวร้ายของ Mission Impossible ผมยังจำซีเควนส์จบแสนงี่เง่าระหว่าง ฟิลลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน กับ ทอม ครูส ได้ติดตา อีธาน ฮันท์ (ครูส) ที่พกความแค้น (รึเปล่า) มาเต็มที่เพราะแฟนตาย (หลอกๆ ฉากแฟนตายหลอกๆ ก็สุดยอดแห่งความเห่ย) เขาต่อสู้กับผู้ร้ายแก่ๆ (ฮอฟแมน) แถมขี้โรคได้อย่างสูสี แบบแทบจะแพ้ไม่แพ้แหล่ด้วยซ้ำ (ตรรกะอะไรของมันวะ) แล้วสุดท้ายก็ชนะอย่างหืดจับ (เฮ่อ...) แต่คราวนี้เขาพาเรามาพบกับจุดเริ่มต้นของกัปตันและลูกเรือในยานเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งเขาอาจจะเป็นคนที่ทำหนังประเภทภาคต่อไม่เก่งก็ได้ คราวนี้เขาเลยกลับมาพร้อมสิ่งที่เป็นแทรน(จนเชย) นั่นก็คือการรีบู๊ตหนังแฟรนไชน์ที่มีแฟนพันธุ์แท้มากกว่า Star Wars เสียอีก

 

 

หนังเริ่มด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้พ่อของเคิร์ทตายในวันที่เขาเกิด จากนั้นก็เล่าว่าสป๊อกเป็นลูกครึ่งมนุษย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว พอโตเป็นวัยรุ่นทั้งสองก็ได้เจอกันในสหภาพ เคิร์ทเป็นหนุ่มเลือดร้อน ส่วนสป๊อกเป็นคนไร้หัวใจ ทั้งคู่เกลียดขี้หน้ากันตั้งแต่แรกพบ (อ่านประโยคนี้แล้วได้โปรดอย่าคิดอะไร เกย์ๆ) แล้วอยู่ๆ ก็มีสัญญาณขอความช่วยเหลือมายังสหภาพ นักเรียนทหารหลายคนถูกส่งขึ้นยานเอนเตอร์ไพรส์ไปช่วยเหลือ (ซึ่งในอนาคตพวกเขาก็จะได้เป็นลูกเรือของยานเอนเตอร์ไพรส์จริงๆ) แต่เคิร์ทกลับรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันดูคล้ายกับตอนที่พ่อเขาตาย และนี่อาจจะเป็นกับดักก็เป็นได้

 

Star Trek ภาคนี้เล่าเรื่องอย่างง่ายๆ เรียงตามลำดับเวลาไม่ซับซ้อน ทำให้คนที่ไม่ใช่แฟนเรื่องนี้ดูรู้เรื่อง ไม่สับสนว่าใครเป็นใคร หนังเล่ารายละเอียดปลีกย่อยซึ่งส่งผลต่ออุปนิสัยของตัวละครในภาคก่อนๆ แถมยังใช้เงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาได้อย่างชาญฉลาดและเป็นเหตุเป็นผล (ซึ่งต่างกับ Terminator Salvation มาก) เพราะนอกจากเงื่อนไขเรื่องเวลาจะสร้างเหตุผลให้ตัวร้ายแล้ว มันยังบอกให้รู้ถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างเคิร์ทกับสป๊อกด้วย และความที่เป็นหนังซึ่งดูแฟนตาซี มีการว๊าบซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา (การว๊าบสามารถอธิบายแบบง่ายๆ คือ การทำให้ระยะทางที่ห่างกันไกล ม้วนบรรจบกันเหมือนพับกระดาษแล้วเอาปลายข้างหนึ่งมาประกอบอีกข้างหนึ่ง) และใช้หลุมดำเพื่อเป็นตัวที่ทำให้เกิดกาลเวลาผกผัน ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับระบบพลวัต คือถ้าอดีตเปลี่ยนแปลง อนาคตก็จะเปลี่ยนไปด้วย ทำให้เหตุและผลในเรื่องแข็งแรงขึ้นมาก แม้จะไม่ต้องมากขนาดนี้ด้วยสำหรับหนังที่ดูแฟนตาซีพอตัว

 

 

 

ช่วงเวลาระหว่างเล่าเรื่องนั้น หนังใส่ฉากแอคชั่นที่ดูไม่ยัดเยียดเข้าไปเป็นระยะ การต่อสู้ประเภทเตะต่อย หรือยิงปืนเลเซอร์ ในหนังไซไฟซึ่งดูไม่ค่อยจะตื่นเต้นนัก แต่เรื่องนี้ทำได้สนุกสนานเลยทีเดียว และพอดูจบผมก็ต้องยอมรับเลยว่า ภาคนี้ทำให้ผมอยากดูภาคต่อไปมาก เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยชอบหนัง Star Trek มาก่อนเลย แม้ภาคนี้จะทำให้ความรู้สึก สนุกได้อีก! สนุกได้อีก! มันได้อีก! มันได้อีก! แต่เมื่อหนังมันสนุกได้มากขนาดนี้แล้ว มันก็ทำให้ผมลืมความปวดร้าวและเสียดายเวลาไปกับการดูหนังเรื่อง กระสือฟัดปอบ เสียจนหมดสิ้น ขอขอบคุณ เคิร์ท สป๊อก และลูกเรือในยานเอ็นเตอร์ไพรส์ทุกคนครับ โดยเฉพาะสก็อท (ไซม่อน แพค) มาเสียกลางเรื่อง แต่สุดยอดขโมยซีนเลย

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากไปดูบ้างจัง 55+
Star Trek อย่างเดียวนะ
ไม่เอากระสือฟัดปอบbig smile
อยากดูเหมือนกัน แต่คงต้องหาเวลากับเขาบ้างสะแล้ว
รดน้ำต้นไม้ให้แล้วนะคะ