Drag Me to Hell ใครสมควรตาย?
posted on 13 Jun 2009 12:24 by binkybear in Movie
วันนี้ (09/06/2009) มีคอนเสิร์ตโมเดิ้นด๊อก เป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปอเมริกา แต่วันนี้ผมต้องไปประชุมงานเกี่ยวกับงานคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อคนหูหนวก ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะโทรไปถามว่าบัตรคอนเสิร์ตของโมเดิ้นด๊อกนั้นราคาเท่าไหร่ พอรู้ราคาค่าบัตรแล้วไปคำนวณด้วยสมการทางวิทยาศาสตร์เชิงเงินในกระเป๋า แล้วก็ได้ใจความว่า ตีตั๋วดู Drag Me to Hell ที่ UMG RCA หนึ่งร้อยบาทคือคำตอบสุดท้าย
จากความทรงจำที่เลือนราง ผมว่าผมเคยดู Evil Death (1981) ของ แซม ไรมี่ แต่ไม่รู้ว่าภาพสองและสามนั้นผมได้ดูรึเปล่า แต่แน่ใจว่าได้ดูภาคแรกแน่ๆ และน่าจะเป็นรูปแบบวีดีโอด้วย เหตุผลนี้ทำให้ความทรงจำที่ผมมีต่อหนังเรื่องแทบจะไม่หลงเหลืออะไรเลยนอกจาก ภาพผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกคุกคามจาก อะไรบางอย่าง ซึ่งน่ากลัว
แต่หนังของ ไรมี่ ที่ผมจำได้แม่นแล้วชอบมากก็คือ The Gift (2000) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเรื่องราวลี้ลับเช่นกัน แต่มันมีโครงสร้างอันซับซ้อน ตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดโลก ไม่ว่าใครก็ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น แล้วการแสดงของ เคท บลันเชด ก็ยอดเยี่ยมมาก เธอเป็นผู้หญิงที่ถูกเล่นงาน เธอได้ไม่เข้มแข็งและไม่อ่อนแอจนโอเวอร์ และเมื่อตัวละครหญิงของไรมี่ใน The Gift ต้องมาเจอกับอะไรบางอย่างคล้ายใน Evil Death จะเป็นอย่างไร Drag Me to Hell คือคำตอบ มันเป็นเรื่องของผู้หญิงซึ่งเจออะไรบางอย่างมาคุกคาม
คริสทีน (Alison Lohman) สาวผู้อยากได้ตำแหน่งดีๆ เพราะทุกสิ่งรอบกายของเธอบังคับให้เป็นอย่างนั้น เธอมีแฟนเป็นด๊อกเตอร์ แต่พ่อแม่ของเขาดูถูกเธอว่าเธอเป็นแค่สาวบ้านนอกจนๆ สภาวะแบบนี้บีบให้เธอต้องทำในสิ่งที่คนใจอ่อนอย่างเธอไม่อยากทำ นั่นก็คือการไม่ยอมผ่อนผันการจ่ายค่าบ้านให้ยายแก่คนหนึ่ง (Lorna Raver) ซึ่งกำลังถูกยึดบ้าน เธอถูกยายคนนั้นสาปแช่งให้ปีศาจ ลาเมีย ลากเธอไปลงนรก
ย่อหน้าที่แล้วเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กันอยู่ มันสามารถดูได้จากหนังตัวอย่าง แต่หนังก็ฉลาดที่เล่าเรื่องอย่างมีลำดับขั้น แล้วปล่อยเรื่องหนึ่งนำไปสู่เหตุผลหนึ่งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น เธอทำไมต้องทะเยอทะยาน > พ่อแม่ของแฟนไม่ชอบเธอ > เธออยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ > เธอเคยเป็นคนอ้วนมากมาก่อน > เธอถูกปีศาจร้ายตามฆ่า > คนอื่นไม่เชื่อเธอเพราะคนที่ลดความอ้วนมากๆ มักจะประสาทหลอน
ว่าง่ายๆ คือหนังเรื่องนี้ถูกเขียนบทมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดูง่าย ไม่ต้องประติดประต่อเรื่องราวเพื่อจะได้รู้เรื่อง ความง่ายนี้เป็นโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้ ตุ้งแช่ (ตุ้งแช่ = ทำให้ตกใจ) แล้วก็เป็นการ ตุ้งแช่ ประเภทถึงรู้ก่อนก็ยังตื่นเต้น เพราะมันดุดันถึงอกถึงใจ ขนาดคนดูรับรู้ถึงแรงกระแทกได้เลย สิ่งที่ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เก่งมากๆ คือ การใช้สัญลักษณ์ของตัวละครยายแก่ ตั่งแต่ผ้าเช็ดหน้า เสียงไอ ลูกตา ฟัน น้ำลาย เล็บมือ ฯลฯ อะไรที่มันน่าสะอิดสะเอียนของตัวละครตัวนี้ถูกเขย่าขวัญคนดูอย่างครบถ้วน มันถูกสร้างภาพจำทั้งหมดภายในฉากๆ เดียวคือฉากเปิดตัวตัวละครตัวนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดมาก
แล้วหนังก็แทรกเรื่องราวคนเลวๆ ที่น่าจะตายๆ ไปได้แล้ว นั่นทำให้คนดูคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ไอ้คนที่น่าจะถูกปีศาจลาเมียลากไปลงนรก ทำไมไม่เป็นคนพวกนั้น หนังเล่นประเด็นนี้ซ้ำๆ ไปจนถึงช่วงท้ายของเรื่อง
ไรมี่ ล้อเล่นกับความรู้สึกของคนดูด้วยคำถามที่ว่า “คุณจะใจดำแค่ไหน” เพราะเขาบังคับให้เรารักตัวละคร คริสทีน ไปแล้ว ดังนั้นคนดูคงไม่อยากให้เธอตาย และเมื่อเงื่อนไขในเรื่องคือเธอสามารถโยนขี้ให้คนอื่นได้ ดังนั้นใครหละที่สมควรตายแทนเธอ แล้วหนังก็จบแบบหักมุมซึ่งดูธรรมดาๆ และใจดีไปหน่อยไปหน่อย (ตรงนี้เฉลยตอนจบนะ) ถ้าผมเขียนตอนจบใหม่ได้ ผมจะยกกระดุมให้แฟนไปเลย ยกให้ขณะที่เธอกำลังถูกลากไปลงนรกนั่นแหละ นั่นจะทำให้เขาลงนรกไปแทนเธอ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ ประเด็นเรื่องใครสมควรตายจะแข็งแรงขึ้น แต่ผู้กำกับอาจถูกด่าว่าไร้หัวใจ
ไรมี่ กล่าวว่าคนตะวันตกลืมหนังสยองแบบตะวันตกแท้ๆ ไปแล้ว คนทำหนังสมัยนี้ถูกอัตลักษณ์แบบเอเชียดูดกลืนไปมาก เขาเลยทำหนังสยองตะวันออกแท้ๆ ออกมา มันน่ากรี๊ดตั้งแต่เริ่มเรื่องที่ขึ้นโลโก้ยูนิเวอแซลแบบโบราญ ผมรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้มาก แม้ประเด็นของหนังจะถูกขยี้แบบไม่ถึงอกถึงใจ แต่สำหรับคนที่อยากลองศึกษาโครงสร้างของภาพยนตร์สยองขวัญแบบง่ายๆ แต่ดี มีลูกเล่นและวิธีการกระตุกขวัญแพรวพราว เรื่องนี้ก็น่าสนใจมากทีเดียวครับ

เลยพาส อีกเรื่อง
#1 By Arcobaleno on 2009-06-13 15:08