Tale of Cinema หนังเรื่องนั้นเหมาะสำหรับบางคน
posted on 17 Jun 2009 12:52 by binkybear in Movie
บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์
Tale of Cinema (2005) เป็นผลงานของผู้กำกับ ฮอง ซางซู ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยได้ดูหนังเรื่อง Woman Is the Future of Man (2004) ของเขาโดยบังเอิญ หนังของเขาค่อนข้างจะส่วนตัว เน้นการทดลองและมีโครงสร้างแปลกๆ ที่เราอาจไม่คุ้นตานักในหนังปรกติ และใน Tale of Cinema ก็ใช้การถ่ายภาพเพียงสามระดับเท่านั้นคือ ไกล กลาง และใกล้ โดยใช้วิธีการซูมเข้าออกเท่านั้น หนังเน้นการแสดงแบบเทคเดียวปล่อยยาวไปโดยไม่ตัด และแต่ละซีนจะแสดงให้เห็นว่าตัวละครค้อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่ คล้ายมีบลอคกิ้งแบบละครเวที แต่ในทางเดียวกันหนังก็ปล่อยให้นักแสดงพูดจาเหมือนเรื่อยเปื่อยเหมือนถูกแอบถ่าย ทุกคำพูดที่ดูเหมือนไม่จงใจให้เป็นแก่นสารแต่มันส่งผลต่อเนื้อเรื่อง และนั่นเรียกร้องสมาธิอย่างสูงในการชม ต้องวิเคราะห์รายละเอียดและตีความออกมาหลังดูจบ ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงไม่เหมาะสำหรับทุกคน
สี่สิบนาทีแรกของหนังถูกอนุมานว่าเป็นหนังสั้นสามเรื่อง และหนังยาวอีกหนึ่งเรื่อง โดยทั้งหมดถูกฉายในงานรีโทรสเป็คทีฟ ของผู้กำกับที่มีชื่อว่า บอน มุนซู ในเรื่องเขาจะเล่นเป็นพระเอกเอง โดยมีนางเอกชื่อ เค ซองยัง ซึ่งใช้ชื่อจริงในการแสดงเรื่องนี้ด้วย แล้วทั้งชื่อคนที่เล่นเป็นผู้กำกับและคนที่เล่นเป็นนางเอก ก็คือชื่อในชีวิตจริงของทั้งคู่ด้วย (ซับซ้อนเกินไปไหม) หนังที่อยู่ในหนังอีกทีเรื่องนี้เริ่มเรื่องต้นด้วยบทสนทนาระหว่างพี่น้อง (มุนซูเป็นผู้น้อง) พี่ชายให้เงินกับเขามาสองแสนวอนแล้วเดินจากไป ขณะที่เขากำลังตัดสินใจใช้เงินก้อนนั้น เขาก็ได้พบกับซองยัง ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยในร้านแว่นตา จากนั้นทั้งสองก็ไปนอนด้วยกันที่โรงแรม แล้วก็ตัดสินใจว่าจะฆ่าตัวตายด้วยกัน ระหว่างที่ทั้งสองเดินทางไปซื้อยานอนหลับเพื่อฆ่าตัวตาย เขาก็เกิดอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เขาถามหามาโบโร่แดงที่ร้านโชว์ห่วยแห่งหนึ่ง แต่มันก็ไม่มี เขาจึงขอซื้อยี่ห้ออื่นมาแทน
หลังจากสี่สิบกว่านาทีแรกผ่านไป คิม ดองซู (คิม ซังคุน) เดินออกมาจากโรงหนังซึ่งฉายหนังของ บอน มุนซู แล้วมาบังเอิญได้เจอกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาถูกชวนให้ไปงานรวมรุ่นนักเรียนภาพยนตร์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือมุนซู ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ระหว่านั้นเขาได้เจอกับ เค ซองยัง ซึ่งเป็นนางเอกของมุนซูที่ร้านแว่นตา เธอสวยเหมือนฝันนางในฝัน เขาพยายามตามเธอ แต่กลับถูกเธอปฏิเสธ แต่หลังจากเขาได้ยินเรื่องที่เพื่อนเล่าว่า เธอถูกอดีตคนรักซ้อมจนอวัยวะเพศของเธอเป็นรอยแผลเป็น เขาก็รีบตามเธอต่อ จนสุดท้ายเธอก็ทนแรงตื้อไม่ไหวและยอมไปนอนกับเขา พอเสร็จกิจเขาก็พยายามขอบางสิ่งบางอย่างจากเธอเป็นที่ระลึก
ผมใช้เวลาพักใหญ่หลังหนังจบ เพื่อทำความเข้าใจ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ผมคิดว่าเหตุผลที่ตัวละครดองซู ถึงเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ชื่อจริงก็เพราะ เขาไม่สามารถแยกความจริงออกจากภาพยนตร์ได้ เขาเทียบเคียงชีวิตตัวเองเพราะได้เจอกับเธอในสถานที่เดียวกันกับในหนังเท่านั้น เขาไม่ได้พึ่งรับเงินก้อนโตมาจากพี่ชาย แถมเขายังพึ่งถูกชวนไปงานที่ทำให้ต้องเสียเงินอีก
ตัวละครมุนซูก็เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน ตอนที่เขาอยู่ในหนังของตัวเอง เขาได้เผชิญความลวงที่ทับซ้อนกับความจริง หลังจากเขาเข้าไปดูละครเวทีเกี่ยวกับแม่ ซึ่งขออาหารมาให้ลูกกิน แต่พอลูกกินไปแล้วกลับติดคอตาย เขานำแรงบันดาลใจนั้นมาทำเป็นหนังเกี่ยวกับแม่ เขาโทษแม่ของตัวเองที่ทำให้ตัวเขาอยากตาย และนั่นทำให้เขาได้รู้ตัวว่า ตัวเองโดดเดี่ยวกว่าที่คิดไว้แต่แรกเสียอีก เพราะสุดท้ายเธอก็ไม่ยอมตายไปพร้อมกับเขาจริงๆ
ดองซูเองเทียบเคียงชีวิตของตัวเองกับหนังเพื่อเข้าหาซองยัง แต่นั่นเพียงเพราะแรงปรารถนาทางเพศล้วนๆ เขาถูกเพื่อนเล่าเรื่องอวัยวะเพศของเธอให้ฟัง นั่นทำให้เขายิ่งอยากมีอะไรกับเธอ ตรงนี้เห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับหนังเลย และพอเขาได้นอนกับเธอจนสมใจ เขาก็อยากครอบครองเธอด้วยการใช้ของบางสิ่งบางอย่างของเธอ เพราะมันจะได้เป็นสัญลักษณ์ที่เอาไว้โอ้อวดคนอื่นว่าได้นอนกับเธอแล้ว (ซึ่งนั่นน่าจะเป็นผ้าพันคอ เพราะหนังพยายามย้ำและแสดงว่าทั้งสองมีผ้าพันคอที่คล้ายกันแต่คนละสี) แต่เธอไม่ได้ให้ไป และบอกกับเขาว่า “คุณไม่ได้เข้าใจหนังเรื่องนั้นจริงๆ หรอก” นั่นคือคำเสียดสีที่มีต่อความโง่เขลาและเลวทรามของเขา ก่อนที่เธอจะเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย
ดองซูนอนอยู่ในโรงแรมต่อก่อนจะเดินออกมาอย่างสับสน เขาเดินมาพบกับเธอที่หน้าโรงพยาบาลหลังจากเธอไปเยี่ยมมุนซูมา เธอบอกให้เขากลับบ้านไปนอนเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขากลับวิ่งขึ้นไปหามุนซูที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวความตายในห้องพยาบาล ทั้งสองร้องไห้ด้วยกัน
มุนซูคนที่อยากตายอย่างบริสุทธิ์ไร้ความเจ็บปวด ด้วยวิธีนอนหลับไปกับใครสักคนที่จริงใจกับเขา แต่ความจริงเขากลับต้องมาทุกข์ทรมานด้วยโรคร้ายและต้องตายไปอย่างลำพัง ดองซูก็กำลังเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่เขาเองไม่มีปัญญาเข้าใจทุกอย่างได้เลย
ผู้กำกับ ฮอง ซานซู เก่งเรื่องแบบนี้จริงๆ เขาทำให้ผู้ชายเลวและโง่ในเวลาเดียวกัน ส่วนผู้หญิงก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของการถูกทำร้ายและกดขี่ทางเพศเช่นเคย แถมเรื่องนี้ยังเล่าเรื่องเรียบๆ เหมือนเรื่องก่อนหน้านี้ที่ผมเคยดู แต่มันกลับมีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อมองลึกลงไปเพื่อทำความเข้าใจ ผมใช้เวลานานพอสมควรหลังดูจบเพื่อประติดประต่อและตีความ ต้องยอมรับว่ามีหลายส่วนที่ไม่เข้าใจ และมีหลายส่วนที่ยากจะอธิบายออกมา บางเรื่องผมก็ไม่รู้ว่าหนังตั้งใจจะสื่อสารอย่างที่ผมคิดรึเปล่า แต่ความรู้สึกหลังดูหนังจบแบบนี้มันช่างท้าทาย และเปิดโอกาสให้คนดูขบคิดมากมายเหลือเกิน จากที่คิดว่าช่วงครึ่งเรื่องแรกนั้นแสนเรื่อยเปื่อยและดูจงใจ แต่พอรู้ว่ามันเป็นหนังก็ตื่นเต้นมากๆ แถมครึ่งหลังก็ยังใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อเทียบเคียงกัน
โครงสร้างนี้มันต่างจาก แสงสตวรรษ ของคุณเจ้ย อภิชาติพงษ์ เพราะหนังไม่ได้เดินตามครึ่งเรื่องแรกและสื่อสารเรื่องความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่ใน Tale of Cinema กลับมีความคลุมเครืออยู่สูง ไม่มีเส้นแบ่งอย่างชัดเจนว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเป็นหนัง แล้วตัวละครเองก็ใช้ชื่อจริงบ้างชื่อแต่งบ้าง แถมหนังยังใช้เทคนิคทางด้านภาพและการถ่ายทำเหมือนเดิม ถ้าจะให้คำนิยามโดยรวมของหนังเรื่องนี้ ผมคงต้องใช้คำว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เหมาะสำหรับบางคน เพราะซองยังคงอยากจะพูดกับดองซูว่า หนังของมุนซูนั้น เหมาะสำหรับบางคน (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เขา)
#1 By ปฏิพัทธ์ กัญญ์ตาเวช on 2009-06-17 14:14