The Man who wasn’t there นายขี้บุหรี่ผู้นิ่งงัน
posted on 28 Jun 2009 19:08 by binkybear in Movie
บ๊อบ (บิลลี่ บ๊อบ ทอร์นตั้น) เป็นช่างตัดผม เขาเป็นลูกจ้างที่มีเจ้าของร้านเป็นญาติของเขาเอง บ๊อบ ออกจะเป็นคนเงียบๆ ไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับบุคลิกทั่วไปของช่างตัดผมที่มัก ช่างพูด ช่างเจรจา เขาเน้นหนักไปทางครุ่นคิด แต่กระนั้นเสียงครุ่นคิดของเขาก็แสดงความเป็นคนพูดน้อยอยู่ดี
ชีวิตครอบครัวของเขาก็เรียบง่ายไม่แพ้อาชีพ เขามีเมียเป็นพนักงานประจำร้านค้าชื่อ ดอริส (ฟรานเซส แมคดอมาน) เธอเป็นสาวสังคมที่ออกจะดูล้นๆ ไปเสียหน่อยเมื่อเหล้าเข้าปาก
ทั้งคู่ดูไม่แตกต่างจากครอบครัวอเมริกันชนชั้นกลางทั่วไป ที่ใช้ชีวิตเรียบเฉย ไม่เลิศหรูแต่ก็มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ มีการพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้อง และออกงานรื่นเริงตามอัตภาพ ชีวิตของ บ๊อบ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวาจนถึงเมื่อเขาฆ่า บิ๊กเดฟ เพื่อนบ้านคนสนิทผู้ร่ำรวย
เดฟเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าที่เมียของเขาทำงานอยู่ เขารู้อยู่เสมอว่าเดฟเป็นชายชู้ของเมียเขาแต่ก็ไม่เคยปริปากพูด แต่อยู่ๆ เดฟก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอง แล้วยังมากล่าวหาว่า เขาขู่กรรโชกทรัพย์เพราะอยากได้เงินค่าปิดปาก นั่นทำให้เกิดการต่อสู้ และระหว่างนั้นเขาก็ได้พลั้งมือแทงเดฟจนตาย
เรื่องราวจะไม่ซับซ้อนเลยถ้าเขาถูกตำรวจจับไปในวันรุ่งขึ้น แต่กลับเป็น ดอริส เมียของเขาที่ถูกจับข้อหาฆาตกรรมบิ๊กเดฟ
The Man Who wasn’t there (2001) เป็นหนัง ขาว-ดำ ที่ทั้งถ่ายภาพ จัดแสง ได้ทรงพลังและงดงามราวกับภาพวาดที่ลงแสงเงาอย่างมั่นคง ตัวละครพูดน้อยกลับเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด โดยที่ตัวเองยังแสดงบุคลิกที่ย้อนแย้งออกมาบ่อยครั้ง เขาเองมักครุ่นคิดกับหลายสิ่งหลายอย่าง และทำความเข้าใจ แต่กลับไม่พูดหรือแสดงออกให้รู้ว่าได้รับรู้สิ่งนั้นแล้ว
เขาสงสัยแม้กระทั่งอาชีพช่างตัดผมของตัวเอง เขาพูดกับเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของร้านว่า “ทำไมผมนั้นต้องยาวขึ้น ทั้งๆ ที่เราตัดสินใจตัดมันไปแล้ว” เขาพูดประโยคนี้ก่อนจะคีบบุหรี่มวลสั้นๆ เข้าปาก เขาสูบมันทั้งวัน สูบอยู่ตลอดเวลา สูบราวกับว่า บ้านของเขาเป็นโรงงานผลิตบุหรี่ยังไงอย่างงั้น
เรื่องราวซับซ้อนยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนเขาก็ยังคีบบุรี่เข้าปากแล้วครุ่นคิดถึงตัวเองเมื่อยามไม่เหลือใคร เขาเปรียบตัวเองเหมือนดั่งเศษทุลีในอากาศที่ไม่มีใครมองเห็น แต่นั่นไม่จริงเลย เขาเองรับรู้ทุกอย่างทั้งหมด เหมือนรับรู้ว่าตัวเองกำลังสูบบุหรี่อยู่ แม้ขี้บุหรี่จะปลิวหายเหลือเพียงเศษซากก้นกรอง แต่นั่นก็ใช่ว่าจะไม่มีขี้บุหรี่ตั้งแต่แรก
บางทีสิ่งที่เราไม่คิดจะให้ความสำคัญ มันอาจจะมีความหมายมากกว่านั้น แน่นอนว่าเส้นผมไม่ได้สะกิดหลังเราแล้วบอกว่า “เฮ้ย...กูยาวแล้ว เอากูไปตัดที” แต่เมื่อเราตัดผม เศษเส้นผมชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กองเกลื่อนพื้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่า เวลาได้เวียนเปลี่ยนแล้ว แต่เมื่อเรายังนิ่งอึน ไม่พูดจา ต่อให้เวลาผันผ่าน ความคลุมเครือ และความไม่เข้าใจ ก็จะยังคงอยู่อย่างนั้น
ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยม และทรงพลังมากจนถึง ฉากในความคิดของบ๊อบหลังเหตุการณ์รถคว่ำ เขาทำเหมือนว่ากำลังจะพูดอะไรกับเมีย แต่เขากลับไม่ได้พูด แล้วหนังก็ทำให้เขาฟื้น ซึ่งช่วงนั้นผมคิดว่าหนังให้ความกระจ่างกับคนดูมากเกินไป ควรเก็บความคลุมเครือนี้ไว้ แล้วปล่อยให้ตัวละครนิ่งงันอย่างไร้ความหวัง
พี่น้องโคเอน แม่นยำในเรื่องการกำกับมาตลอดอยู่แล้ว แม้เรื่องนี้อารมณ์ขันร้ายกาจที่เป็นเอกลักษณ์จะน้อยนิด แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ด้านลึก และลีลาทางด้านภาพที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน ผมคิดว่างานนี้คล้ายคลึงกับ No Country for Old Men ที่ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลออสการ์ ทั้งสองเรื่องเน้นไปที่เทคนิคการเล่าเรื่อง ซึ่งโดยประเด็นแล้วผมอินและชอบ The Man Who wasn’t there มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้าหนังจบได้คมเท่า No Country for Old Men คงจะยิ่งชอบกว่านี้มาก
ป.ล. แผ่นลิขสิทธิ์ของหนังเรื่องนี้ในบ้านเรา เป็นหนังสีหน้าตาเฉย ดังนั้นการจะดูหนังเรื่องนี้ให้ได้อารมณ์ต้นฉบับ ต้องกดเอาสีออกครับ
#1 By ปฏิพัทธ์ กัญญ์ตาเวช on 2009-06-29 10:12