Up ความฝันของใครคนหนึ่ง

posted on 15 Jul 2009 10:39 by binkybear  in Movie

 

อย่างที่เล่าไว้เมื่อวานว่าผมจะไปชมภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Up และจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหนูน้อย โคลบี้ เคอร์ทิน (Colby Curtin) ที่อ่านมาจากนิตยาสาร Filmax เธออายุ 10 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งในหลอดเลือดตั้งแต่ปี 2005 เธอได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Up แล้วอยากดูมาก ถึงขนาดพูดออกมาว่า ฉันพร้อมตาย แต่ฉันอยากดูหนังเรื่องนี้ ขณะที่เธอเฝ้ารอจนกว่าหนังจะเข้าฉายในวันที่ 10 มิถุนายน ทางบ้านของเธอก็พยายามติดต่อเช่ารถเข็นเพื่อพาเธอไปที่ดูโรงหนัง แต่ก็ไม่มีเจ้าไหนยอมมาเลย จนถึงวันที่ 9 มิถุนายน อาการของเธอก็ทรุดหนักขึ้นจนไม่สามารถออกจากบ้านได้แล้ว

 

น้องโคลบี้ เคอร์ทิน 

 

พอข่าวนี้ไปถึงหู พิกซ่า (Pixar) ทีมงานจำนวนหนึ่งก็เดินทางมาหาเธอที่บ้าน และได้นำ DVD ฉบับพิเศษที่ยังไม่มีวางขายที่ไหนมาฉายให้เธอดู พร้อมกับนำรูปปั้นตัวละครในเรื่องและของที่ละลึกมาให้เธอ แต่ขณะที่ดูอาการของเธอกลับหนักขึ้น จนสายตาของเธอไม่สามารถมองเห็นภาพบนจอได้ ตอนนั้นแม่ของเธอพยายามอธิบายสิ่งที่อยู่บนจอให้เธอฟัง วินาทีนั้นคนของพิกซ่าแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แล้วพอหนังจบแม่ก็ถามเธอว่า หนังสนุกไหมเธอก็พยักหน้าตอบรับในทันที แล้วคืนนั้นเธอก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

 

เรื่องของหนูน้อย โคลบี้ เคอร์ทิน คงทำให้หลายๆ คน ซาบซึ้งประทับใจ ผมเองก็คนหนึ่ง และคิดว่าเรื่องของเธอคงน่าจะโยงเข้าตัวหนังเรื่อง Up ที่พูดถึงความฝันได้ แต่ผมคิดผิด เพราะหนังที่ผมได้ดูกลับเป็นเรื่องของคนที่พยายามทำความฝันของใครคนหนึ่งให้เป็นจริงต่างหาก

 

 

Up เล่าเรื่องของคุณปู่ คาร์ล ตั้งแต่สมัยเด็ก เขาได้เจอกับ เอลลี่ สาวน้อยผู้บ้าคลั่งเรื่องผจญภัย แถมยังเป็นเรื่องผจญภัยเกี่ยวกับน้ำตกสวรรค์ในอเมริกาใต้ที่เขาโปรดปรานเช่นกัน ทั้งคู่อยู่ด้วยกันจนแต่งงานและมีชีวิตคู่ที่สุขปนเศร้า เพราะเธอไม่สามารถมีลูกได้ แต่ความฝันที่จะไปน้ำตกสวรรค์ก็ยังไม่เลือนหายไปจากใจทั้งสอง แต่เงินเก็บเพื่อทำตามความฝันช่างสวนทางกับความต้องการในชีวิตจริงเหลือเกิน ความฝันจึงยังเป็นแค่ความฝันต่อไปจนถึงวันที่เอลลี่จากโลกนี้ไป

 

โลกหลังจากที่เธอจากไปมันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นอกจากความเหงาจะกัดกินจิตใจคาร์ล ระบบทุนนิยมก็เข้ามาครอกงำจิตใจคนจนไม่แทบเหลือ บ้านที่ทั้งคู่ลงมือลงแรงสร้างขึ้นมากับมือ ไม้ทุกชิ้นตะปูทุกตัวมีความหมายกับทั้งสอง แต่มันไม่มีความหมายอะไรนอกจากเศษขยะบนแผนที่ ที่นายทุนต้องการจะเขี่ยมันทิ้งไปไกลๆ แล้วเขาก็ทำให้นายทุนสมหวังโดยการผูกบ้านไว้กับลูกโป่ง (คนละอันกับฝากบ้านไว้กับตำรวจนะ) แล้วเดินทางย้ายบ้านไปตั้งไว้ยังน้ำตกสวรรค์มันซะเลย

 

 

ช่วงแรกของหนังผมรู้สึกจี๊ดกับมันสุดๆ ผมร้องให้เป็นตายตั้งแต่เอลลี่จากไป แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมเขาไม่เลือกเอลลี่เป็นซับเจค เธอเป็นคนที่สดใส น่ารัก น่าสนใจ และน่าจะทำให้คนดูรักได้มากกว่าคาร์ล (ที่เป็นคนเฉิ่มๆ จืดๆ ไม่น่าสนใจ) แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกคาร์ล เพราะเขาทำให้ประเด็น ชีวิตต้องดำเนินต่อไปแข็งแรงมาก เขาต้องถูกขับเคลื่อนด้วยตัวละครที่ตายไปแล้วทั้งเรื่อง ในทางกลับกัน ถ้าเขาตายไป เขาคงไม่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เอลลี่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเป็นแน่ 

 

ผู้กำกับ ปีเตอร์ ด๊อกเตอร์ เอาอีกแล้ว (เขาเป็นผู้กำกับของพิกซ่าที่ผมชอบที่สุด) หนังของเขามีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่สูงเสียเหลือเกิน แต่มันไม่เหมาะสำหรับเด็กเอาเสียเลย ตั้งแต่สัตว์ประหลาดมนุษย์เงินเดือนใน Monsters Inc. (ที่เอาตัดรอดได้เพราะความน่ารัก) แต่สำหรับ Up ความประนีประนอมต่อเด็กไม่มีอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

แม้หนังของเขาจะพยายามใส่ตัวละครเด็กเข้ามา (บู ในเรื่อง Monsters Inc. และ รัซเซล ในเรื่องนี้) แต่นั่นก็เพื่อให้เด็กคนนั้นก้าวข้ามผ่านวัยด้วยขาของตัวเอง แต่ไม่ใช่นำพาเด็กคนนั้นเคลื่อนผ่านด้วยเส้นเรื่องที่ตนเองเดิน

 

และตัวละครเด็กก็มักส่งผลต่อการตัดสินใจอันใหญ่ยิ่งของตัวละครเอก และทำให้ตัวละครนั้นสามารถเติบโตไปได้อีกขั้น (ทั้งๆ ที่ในเรื่อง Up คาร์ลแก่จวนจะลงโลงแล้ว) แถมในเรื่องนี้ รัซเซล ก็มีปมในใจที่ซับซ้อนไม่ต่างจากคาร์ล แต่ทั้งหมดถูกพูดผ่านไดอะล๊อค และสามารถตบกลับได้ทั้งหมดในช่วงท้ายโดยที่ไม่รู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด

 

 

 

หนังอาจมีช่วงที่อะไรๆ ก็ดูง่ายไปหมด แต่บางอย่างก็ดูยุ่งยากอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนหนังไม่มีเส้นแบ่งระดับความรู้สึกของความเป็นการ์ตูนและโลกแห่งความจริง เช่น สังขารของคาร์ล บางครั้งก็ดูบ้าพลังตามชื่อภาษาไทย แต่บางครั้งก็ดูเงอะๆ งะๆ เหมือนคนแก่ในโลกแห่งความจริง สัตว์ก็ดูจริงและดูเซอร์เรียลในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกขัดใจเล็กๆ กับความรู้สึกนี้ ต่างกับตอนดู Monsters Inc. ที่มีความเป็นการ์ตูนสูงมาก

 

ย้อนกลับมาพูดถึงสิ่งที่คิดไว้ในเรื่องน้องโคลบี้ การได้ดูหนังที่อยากดูก่อนตายนั้นคงไม่ใช่ความฝันอันสูงสุด เพราะเธอคงไม่มีโอกาสที่จะฝันไปไกลเหมือนใครคนอื่น แต่คนปรกติธรรมดาอย่างเราที่มีความฝันอันเปี่ยมล้น และแน่นอนว่าเราไม่ยอมตายเพื่อมันเป็นแน่ เพราะถ้าเราบรรลุในจุดมุ่งหมายแล้ว เราก็คงอยากอิ่มเอมกับความสำเร็จในชีวิตจริงไปจนวันตาย ตัวละครเอลลี่ ในเรื่อง Up ก็เหมือนกัน เธอรู้เสมอว่าความฝันของเธอคงไม่มีวันเป็นจริง แต่เธอก็ขออิ่มเอมกับชีวิตที่มีคาร์ลอยู่ด้วยไปจนวันตาย เพราะนั้นคือความสุขที่สุดของเธอตอนที่มีชีวิตอยู่

 

 

วีดีโอน้อง โคลบี้ เคอร์ทิน ร้องเพลงร่วมกับเพื่อน

 

ป.ล. ถึงผมจะชอบเรื่องนี้น้อยกว่า Monsters Inc. แต่ประเด็นของมันอิมเพคกับผมมากๆ ถึงขนาดตอนเขียนยังแอบน้ำตาเล็ดเลย

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แหะๆ
รอDVDอย่างเดียวเลย
sad smile sad smile

#1 By chabarimklong on 2009-07-15 11:33

เคยได้่ข่าวน้องคนนี้เหมือนกันครับ

แต่ผมคงเธอคงจากไปพร้อมกับความสุขที่ได้จากหนังเรื่องนี้ครับ

เพราะผมก็รักหนังเรื่องนี้จริงๆ big smile

#2 By Seam - C on 2009-07-15 12:08

เรื่องน้องโคลบี้ ผมเพิ่งได้รู้นี่แหละครับ

"ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ได้เวลาสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ได้แล้ว"
คงเป็นสิ่งที่ Up ต้องการจะบอกเรา surprised smile

#3 By Recycle Boy on 2009-07-15 13:45

รอ DVD เช่นกาน

อยากไปดูเหมือนกัน >w<

เรื่องนี้เขาบอกว่าสนุกมากมาย

#4 By tamania on 2009-07-15 14:37

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงbig smile