เหตุผลที่ต้องเขียนหัวเรื่องไว้อย่างชัดเจนก็เพราะ ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ช้ากว่าชาวบ้านมาก ดังนั้นถ้าเขียนว่า Hotel เฉยๆ คนอื่นอาจคิดได้ทั้ง Hotel (2001) ของ Mike Figgis และ Hotel (2004) ของ Jessica Hausner ซึ่งทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันตรงที่ เป็นหนังสุดเฮี้ยนพอๆ กัน แถมยังเข้าโรง และมีแผ่นแบบลิขสิทธิ์ในบ้านเราเหมือนกันอีกต่างหาก แต่เรื่องหลังผมได้ยินเสียงลืมเสียงเล่าอ้าง ในทางที่ดีบ้าง สาปส่ง สาปแช่งบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นเน้นไปทางสาปๆ เสียมากกว่า นั่นสร้างความสะพรึงเล็กๆ ให้กับผม และด้วยหน้าหนังที่ดูนิ่งอึน เนิบนาบ ชวนหลับ ทำให้โอกาสที่จะได้ดูน้อยมากแม้จะซื้อมาเก็บตั้งแต่แผ่นออกมาไม่นาน

 

แต่พอดูเข้าจริงกลับผิดคาดมาก หนังสนุก แม้หนังจะดูเหมือนเรียกร้องสมาธิในการดูเป็นอย่างมาก เพราะหนังไม่พยายามบิ้วหรือทำอะไรคนดูเลย แต่ผมกลับรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน น่าติดตาม โดยไม่ต้องตั้งใจอะไร หนังมีโครงสร้างน่าสนใจ เพราะบรรยากาศแวดล้อมก็บอกเราอยู่โต้งๆ ว่า นี่คือสถานการณ์ที่ตัวละครตัวหนึ่งต้องเจอผี แต่ผีที่ว่าคืออะไร? มีจริงไหม? ทำไมผีถึงต้องหลอก? ทำไมๆ (เหมือนโฆษณาซุปก้อน) ช่องว่างที่เว้าแหว่งพวกนี้แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมี อะไร มากกว่าหนังผีทั่วไปที่พยายามสร้าง อะไร ให้เราดู

 

 

Hotel เล่าเรื่องหญิงสาวที่มาทำงานในโรงแรมแทนพนักงานสาวอีกคนที่หายสาบสูญไป เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้เลย แถมแต่ละคนก็ดูเป็นพวกๆ กันอีกต่างหาก ดังนั้นเธอจึงคุยกับเฉพาะคนเก่าคนแก่และพวกหัวหน้า ระหว่างที่เธอทำงาน เธอก็ได้พบกับเรื่องเล่าลึกลับเกี่ยวกับแม่มดในป่า

 

ว่าไปก็ดูเหมือนคนละเรื่องเดียวกัน เพราะเหตุการณ์ที่เธอเข้ากับทุกคนไม่ได้ ในหนังทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นเพราะความไม่เอาไหนของเธอเอง และสุดท้ายเธอก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกคน Happy Ending แต่ในเรื่องนี้มันเป็นเพราะความรู้สึกของคนมาใหม่ ความอิจฉาของคนเก่า และนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้เป็นคนเฟรนลี่อะไร มันเป็นความรู้สึกที่ผู้หญิงมากๆ (ผู้กำกับเรื่องนี้เป็นผู้หญิง) ผมคุยกับเพื่อนผู้หญิงเรื่องการปรับตัวในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง และปัญหาที่เจอก็มักจะเป็นเรื่องทำนองนี้ ดังนั้นตัวละครจึงเหมือนถูกบีบให้ทำอะไรคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว

 

ส่วนเรื่องเล่าลึกลับ ก็อาจทำให้นึกถึงผี หรือฆาตกรเลียนแบบที่พยายามเอาตำนานมาทำให้เป็นจริง ซึ่งในหนังเรื่องนี้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย แต่กลับทำให้เรารู้สึกได้ว่ามันต้องมีผี และมันก็มีจริงๆ แต่ในเรื่องกลับไม่เห็นผี (!?!?) ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เก๋มากๆ ถ้าเป็นศัพท์วัยรุ่นสมัยประถมก็ต้องเรียกโครงสร้างในหนังเรื่องนี้ว่า จ๊าบสุดๆ เพราะหนังทั่วไปจะมีเสต็บผีหลอกแบบ ปูเรื่อง, กระตุกขวัญ, ขยี้ แล้วค่อย ตบ หนังเรื่องนี้จะเอาสามอย่างหลังซึ่งเป็นส่วนที่ให้ความบันเทิงในหนังทั่วไปออก และสร้างความบันเทิงด้วยการทำให้เราเห็นแค่การปู ต่อด้วยการตบที่จบไปแล้ว นั่นคือการโดนผีหลอกเสร็จเรียบร้อย

 

 

 

แน่นอนว่าหลายคนอาจรู้สึกเหมือน โดนแกล้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการแกล้งจริงๆ แต่เป็นการแกล้งโดยเทคนิค โดยคนทำที่มีทักษะ และเข้าใจโครงสร้างกับภาษาหนังเป็นอย่างดี ไม่ใช้ทำไม่เป็นหรือทำไม่ถึงอย่างที่เขาสาปแช่งกัน (จะโดนถล่มไหมเนี่ย) เพราะบรรยากาศของหนังนำพาให้เจอเหตุการณ์ที่คุ้นเคยมากมายในหนังสยอง นำพาแม้กระทั่งฉากที่ทำให้เรามีเคมีเรื่องเพศ แต่หนังสามารถทำลายขอบเขตพวกนั้น และทิ้งให้เหลือแค่ ตะกอนแห่งความสงสัย เพื่อให้คนดูและตัวละคร แอบระแวง อยู่เสมอ

 

และเมื่อหนังไม่มีการบิ้วอะไรเลย มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมตัวละครต้องนำพาตัวเองไปยังสถานการณ์เจอผีด้วย ทั้งๆ ที่หนังเรื่องอื่นจะหาเหตุผลให้ตัวละครไปยังสถานการณ์นั้นๆ แกมบังคับ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แล้วด้วยความที่มันไม่บิ้วอะไรเลยนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งกับอาการ เจอผี ของตัวละคร ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งสอดคล้องกับวิธีเล่าเรื่องที่พยายามทำให้เราเหลือตะกอนแห่งความสงสัยเอาไว้ และโยนความสงสัยนั้นทิ้งไว้ในความมืดที่ทึบหนา โดยไม่พยายามเปิดเผยอะไรให้เราได้รู้เลย

 

 

โดยปรกติแล้ว ความมืดมักถูกใช้ในการปกปิด บิดเบือน หรือทำให้คลุมเครือไม่ชัดเจน ความมืดในโรงแรมแห่งนี้ก็ทำหน้าที่นั้นเช่นกัน มันสร้างอานาเขตที่เรามองไม่เห็นในตอนเปิดไฟ และสร้างผีที่เรามองไม่เห็นด้วย เพราะความมืดได้ดูดึงตัวละครเข้าไปและคายออกมาตลอดเรื่อง ถ้าจะมีผีในเรื่องนี้จริงๆ ความมืดนี่แหละที่เป็นผี แต่ไม่ว่าผีในเรื่องจะมีจริงหรือไม่จริง ความคิดเราก็ล้วนเป็นตัวสั่งการ เหมือนกับความสัมพันธ์ที่กระท่อนกระแท่นในที่ทำงาน ถ้าเราเอาหัวจิตหัวใจทิ้งไป แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานไปวันๆ เราก็คงจะทำงานอยู่กับคนที่เฮ็งซวยขนาดไหนก็ได้ แต่เมื่อเรามีความคิดและจิตใจ มันก็ห้ามไม่ได้ที่จะสงสัย ระแวง หรือวาดกลัว ทั้งๆ ที่เราอาจจะมองไม่เห็นสิ่งๆ นั้น เลยก็ตาม

 

 

ป.ล. Jessica Hausner กำลังจะมีงานใหม่ แต่คราวนี้ข้ามมาชิงสายประกวดหลังใน Venice Film Festival 2009 (ไม่ได้ไปคานส์แล้ว อิอิ) หนังมีชื่อว่า Lourdes เป็นเรื่องของหญิงสาวนั่งวิวแชร์ที่เดินทางไปยังเมืองแห่งการแสวงบุญ

 

 

 

ป.ล. 2 ผมได้ดูเรื่อง Lovely Rita (2001) หนังยาวเรื่องแรกของ Jessica Hausner หลังจากเขียนถึง Hotel เสร็จ และพบว่าตัวละครที่แปลกแยก วิธีเล่าเรื่อง วิธีการเคลื่อนกล้อง และรายละเอียดอีกมากมาย เหมือนกับ Hotel เป๊ะๆ เป็นอะไรที่เยี่ยมมากๆ เธอสามารถคงอัตลักษณ์อะไรแบบนี้ไว้ แม้จะเปลี่ยนแนวหนังไปเป็นหนังสยองขวัญ (ตื่นเต้นดีเลย์ไปหลายปีจริงๆ เรา) แล้วเรื่องนี้ก็เล่าถึงช่วงวัยมัธยมที่ธรรมดาสุดๆ ทั้งเรื่องไม่ชอบขี้หน้ากัน โดดเรียน อยากมีเซ็กส์ ของพวกนี้เป็นเรื่องที่แทบจะมีกันทุกคน แล้วช่วงวัยนั้นในสังคมของผม มีทั้งเรื่องค้ายา ทำแท้ง ติดหนี้พนันถึงขั้นมาไล่ยิงกันในโรงเรียน มันหนักกว่าด้วยซ้ำ แต่สำหรับลิต้า ความปรกติที่ผิดที่ผิดทางเพียงนิดเดียว จนเราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ แต่มันกลับลากเธอลงเหวซะดื้อๆ เป็นอะไรที่ใจร้ายและเลือดเย็นมาก

  

  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดูนานแล้วครับ

มีแต่ vcd ว่าจะซื้อ dvd มาเก็บไว้อยู่



มันเป็นความกลัวที่มาจากภายใน (หรือเราคิดไปเอง) ล้วน ๆ

ผมชอบนะ ^___^

#1 By sansanae on 2009-08-04 10:44

เราไม่ใช่คอหนังประเภทนี้เลย แต่บางทีก็อยากดูหนังพวกนี้ขึ้นมา

#2 By easygirl.iam on 2009-08-04 11:05

ยังไม่ได้ดู Hotel เลยอ่า ดูแต่ Lovely Rita
ไม่เคยดูหนังแนวนี้เลย
แต่ Hotel น่าสนใจดี
น่าลองหามาดูมั่งbig smile

#4 By chabarimklong on 2009-08-04 11:31

เคยดูเมื่อนานมาแล้ว

แต่จำได้ว่าดูสนุกนะครับ

ที่จำได้ชัดก็ภาค 2 จะโหดและไม่เนียนเท่าภาคแรกไม่รู้ผู้กำกับคนเดียวกันรึเปล่า

ส่วนน้องริต้า เคยเช่าวีซีดีมาดูครับ เป็นหนังพากษ์ไทย(มีให้เลือกน้อย)

หนังสั้นและดูไม่รู้เรื่อง

เข้าใจได้ทันทีว่าเพราะระบบเซ็นเซอร์ของไทยแน่นอนครับคงตัดซะเหี้ยนไม่เหลือเรื่องราวให้คนดูได้ดูเลย

ผมว่าที่น่าสาปส่งน่าจะเป็นกองเซ็นเซ่อของไทยมากกว่าครับ ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนโผล่จากถ้ำมาทำงานรึเปล่า

ทำเอาหนังดีหนังสวยหลายเรื่องมีตำหนิจนคนต้องหนีไปซื้อแผ่นผีกันหมดเลยครับ

คนพวกนี้น่าสาปส่งจริงๆครับ คนที่ทำด้านนี้น่าจะเป็นคนจากสายหนัง(ถ้าจริงมีหวังปล่อยผ่านทุกเรื่อง ฮ่าๆ)รึคนที่มีสติปัญญาในการแยกแยะมากกว่านี้เข้ามาทำนะครับ

#5 By k_i on 2009-08-04 14:07

จำได้ติดตาว่าเอ๋อแดกคาโรงเฮาร์ครับกับหนังเรื่องนี้ อาจเพราะช่วงนั้นยังไม่คุ้นชินอะไรกับหนังแบบนี้ครับเพราะไม่รู้สึกกลัวหรืออะไรเลยครับ?

ตอนจบนี่ยิ่งหนักครับ เดินเข้าป่าหายไปแล้วจบ

เรื่องความรู้สึกของเพศหญิงนี่น่าสนใจมากครับ ผู้หญิงทั้วโลกคงเจอเรื่องแบบนี้ sad smile

อยากดู Lovely Rita big smile

#6 By Seam - C on 2009-08-04 14:15

^
^

ผมก็ไม่รู้สึกกลัว แล้วก็เอ๋อแดกเช่นกันครับหลังดูจบ

แต่ก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ ว่าเค้าพยายามทำอะไรกับเรา แล้วพอได้อ่านบทวิเคราห์ บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ ก็ทำให้เข้าใจว่า กูถูกแกล้งนี่หว่า

แต่เป็นการแกล้งแบบไม่ได้แสดงตนอย่างโจ่งแจ้งว่า กำลังจะแกล้งนะ แบบ ของเหลวที่หลั่งจากกาย ของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ที่พึ่งได้ดูในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน

แต่ Hotel พยายามทำทุกอย่างให้แนบเนียน แล้วพยายามบิดให้ดูแอ๊บเซิบเล็กๆ ด้วยการทำให้เราเห็นว่า ตัวละครใส่เสื้อผ้าเรียบเนี๊ยบเกินเหตุ ใส่ชุดฟอร์มไปเต้นในผับ ฯลฯ เพื่อทำให้เรารู้สึกแปลกๆ แต่ตอนดูยอมรับเลยครับว่า ไม่ได้รู้สึกกับเรื่องพวกนี้เลย sad smile

#7 By binkybear on 2009-08-04 17:21

^
^
อืมมมม พอบิ้งมาเขียนถึงความต้องการของ ผกก แล้วก็ดูน่าสนใจดีคับ ถ้านี่เป็นการแกล้ง ก็คงเป็นการแกล้งที่คงซะใจตัว ผกก น่าดู

อยากดูมากเรื่องนี้ "ของเหลวที่หลั่งจากกาย"

#8 By Seam - C on 2009-08-04 17:33

ตอบคุณ k_i

ผมว่าน่าจะเป็น Hostel ของ Eli Roth มากกว่าครับ ที่มีภาค 2 ด้วย แต่ถ้าเป็น Hostel ภาค 1 กับ 2 ผู้กำกับคนเดียวกันครับ แต่มันไม่สดแล้วเลยไม่สนุกเท่า

ถ้าอยากดูงานที่สดและสนุกของ ผู้กำกับคนนี้ แนะนำ Cabin Fever ครับ สนุกตลกและเหนือความคาดหมายมาก เพราะหนังเล่นกับขนบหนังผีกรี๊กผีแหวะได้อย่างสนุกสนาน

แอบสปอยเพื่อความสนุกว่า หนังจะให้ตัวละครที่เป็นคนดีๆ สวยหล่อ ตายก่อน แล้วพวกเลวๆ ที่มักจะตายคนแรกๆ ในหนังสยอง จะตายทีหลัง confused smile

ส่วน Lovely Rita หนังสั้นแบบนั้นจริงๆ ครับ หนังของ Jessica Hausner ไม่เคยยาวเกิน 70 กว่านาทีเลย แต่เหตุผลที่หนังของเธอใจร้ายเลือดเย็น และดูยากหน่อย ก็มีเหตุผล

ผมไปอ่านจากบลอคของคุณ Filmsick จึงได้รู้ว่า Jessica Hausner เธอเป็นลูกศิษย์ของ Michael Haneke นักทำหนังเลือดเย็นที่ทำคนดูอึ้งเหวอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เธอได้เอาวิธีแบบ ฮาเนเก้ มาใช้ในหนังเยอะมาก โดยเฉพาะความรุนแรงที่มองไม่เห็น คล้ายกับเธอเป็น ฮาเนเก้ ฉบับผู้หญิง (ว่าไปนั่น) confused smile

#9 By binkybear on 2009-08-04 17:39

ตอบคุณ k_i ต่อ

แต่เรื่องระบบเซ็นเซอร์นี่ไม่ไหวจะเคลียแล้วครับ ยิ่งได้ไปงานฉายเปิดตัว แสงศตวรรษ (เวอร์ชั่นไทย) แล้วไปเจอพี่เจ้ยเล่าเรื่องที่ไปเจอมา

เช่น มีคุณแม่จากสมาคมผู้ปรกครอง กลุ่มรักลูก รักเด็กอะไรสักอย่าง เธอพูดถึงหนังของพี่เจ้ยแบบ "ฉันไม่ยอมให้หนังอย่างนี้ฉาย ฉายไม่ได้" แล้วคุณแม่นั่นแม่งก็ร้องให้ออกมาเลย แบบว่า บ้าไปแล้วอ่ะ คือเป็นเด็กอนุบาลอยากได้ของเล่นหรือไง อยากได้อะไรแกก็ร้องให้นอนดิ้นๆ เอา sad smile

[img]http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8161638/A8161638-0.jpg[/img]

ตอนนี้มีเรทติ้งออกมาแล้วนะครับ แต่มันไร้ความเป็นสากลมากๆ ถ้าเกิดเว็บต่างประเทศ อย่าง IMDB จะพิมพ์เรทหนังบ้านเราลงในเว็บ คงไม่เข้าใจคำจำกัดความ เช่น เรท ส = สงเสริมให้ดู มันคือเรทอะไรในภาษาอังกฤษ ท = ทั่วไป มันคือเรท G หรือ PG กันแน่

ตอบคุณ Seam - C ต่อ

ของเหลวที่หลั่งจากกาย เข้ารอบแน่ๆ ไม่น่าพลาด ดังนั้นคงมีโอกาสได้ดูในรอบต่อไปครับ

#10 By binkybear on 2009-08-04 18:06

โอ้ น่าดู 2 เรื่อง!
*Hotel/Lovely Rita
*อยากมาก!

#11 By Tabun man on 2009-08-04 19:04

ยังไม่ได้ดู Lovely Rita เลย คุณบิงค์มีแผ่นป่ะ 55

#12 By merveillesxx (58.8.118.193) on 2009-08-04 23:39

วันนี้คึกคัก คนมาเมนท์เยอะเชียว
ยังไม่เคยดูทั้ง 2 เรื่องอ่ะ
หนังที่คุยกันเมื่อวานใช่ป่ะ
ที่ว่า จะฆ่าเราแต่ยังชวนเราไปกินข้าวที่บ้าน

#13 By หมูเหมียว (118.174.42.228) on 2009-08-05 00:03

ตอบคุณ merฯ

ผมมีเป็นแผ่น VCD พากษ์ไทย ของ EVS แถมเป็นซองด้วย ไหวรึเปล่า confused smile

ตอบ หมูเหมียว

ใช่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย ยิ่งตอนดู Lovely Rita ก็ยิ่งรู้สึก เพราะเหตุการณ์มันธรรมดามาก แล้วพอมีอะไรก็กลับไม่ให้เราเห็น คนอะไรใจร๊ายยย!! แต่เค้าก็ชอบนะ อิอิ confused smile

#14 By binkybear on 2009-08-05 00:18

็ได้ดีวีดี hotel มาฟรีๆ
ยังไม่ได้ดูซักที
เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างนั่นแล

แต่เปลี่ยนใจละ
ท่าทางหนังเรื่องนี้ "มีของ" confused smile

#15 By พ. on 2009-08-05 01:11

อือม ว่าแล้วผมกลับไปหา Hostel มาดูอีกซักครั้งดีกว่า

ดูไปนานแล้วจำรายละเอียดไม่ได้เลย

ส่วนเรื่องที่คุณเล่าที่ผู้ปกครองมาโวยวายผมว่าปัญญาอ่อนมากครับ

ผมว่าคราวหน้าจะทำหนังอะไร ให้ผู้กำกับใช้ชื่อย่อเนียนเป็นต่างชาติดีกว่าครับ รับรองผ่านฉลุย

ทัศนะความคิดแคบๆของคนที่มีการศึกษาแต่มุดรูอยู่นี่เยอะครับคือถ้าเป็นคนไทยทำต้องตินั่นนี่

พอเป็นต่างชาติหน่อย ดีค่ะ เริ่ดครับ เชิญเลยครับท่าน

ให้เค้าเหยียบหัวกันสนุกสนาน ทั้งที่จริงแล้วคนไทยเก่งๆเยอะครับ

ถ้ากำจัดค่านิมเฮงซวยนี้ไปได้นะผมว่าหนังบ้านเราจะน่าดูผู้กำกับเก่งๆคนเขียนบทดีๆจะได้ออกอาละวาดให้เราได้ชมหลากหลายกว่านี้แน่ครับ

ปล.อยากเห็นหนังกัดพระกัดนักการเมืองกัดความแหลกเหลวของสังคมคนกรุงกัดวงการทหารตำรวจแบบถึงกึ๋นซักทีครับ

ปล.2 ผมชอบดูหนังนอกกระแสมากครับบางทีก็ดูๆไปแต่ถ้าได้มาอ่านทัศนะของผู้กำกับแนวคิดที่ซ่อนในหนังนี่ก็ดีนะครับ

มทำให้รู้สึกอยากกลับไปดูอีกครั้งเลย

#16 By k_i on 2009-08-05 03:23

น่าลองหามาดูครับ เคยได้ยินได้ฟังหลายรอบแล้ว

ความกลัวที่มาจากความคิดเราเอง sad smile

#17 By Recycle Boy on 2009-08-05 15:06

nice m0vie krub. actress is cute and a little bit sexy of her body ;P

#18 By n h e p h e x on 2009-08-07 20:03

ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นหนังผีเลยครับ แต่ดูแล้วคนลุกยังไงบอกไม่ถูก

#19 By hovelvideo on 2009-11-28 01:55