Hotel (2004) Jessica Hausner โรงแรมเว้าแหว่ง
posted on 04 Aug 2009 10:01 by binkybear in Movie
เหตุผลที่ต้องเขียนหัวเรื่องไว้อย่างชัดเจนก็เพราะ ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ช้ากว่าชาวบ้านมาก ดังนั้นถ้าเขียนว่า Hotel เฉยๆ คนอื่นอาจคิดได้ทั้ง Hotel (2001) ของ Mike Figgis และ Hotel (2004) ของ Jessica Hausner ซึ่งทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันตรงที่ เป็นหนังสุดเฮี้ยนพอๆ กัน แถมยังเข้าโรง และมีแผ่นแบบลิขสิทธิ์ในบ้านเราเหมือนกันอีกต่างหาก แต่เรื่องหลังผมได้ยินเสียงลืมเสียงเล่าอ้าง ในทางที่ดีบ้าง สาปส่ง สาปแช่งบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นเน้นไปทางสาปๆ เสียมากกว่า นั่นสร้างความสะพรึงเล็กๆ ให้กับผม และด้วยหน้าหนังที่ดูนิ่งอึน เนิบนาบ ชวนหลับ ทำให้โอกาสที่จะได้ดูน้อยมากแม้จะซื้อมาเก็บตั้งแต่แผ่นออกมาไม่นาน
แต่พอดูเข้าจริงกลับผิดคาดมาก หนังสนุก แม้หนังจะดูเหมือนเรียกร้องสมาธิในการดูเป็นอย่างมาก เพราะหนังไม่พยายามบิ้วหรือทำอะไรคนดูเลย แต่ผมกลับรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน น่าติดตาม โดยไม่ต้องตั้งใจอะไร หนังมีโครงสร้างน่าสนใจ เพราะบรรยากาศแวดล้อมก็บอกเราอยู่โต้งๆ ว่า นี่คือสถานการณ์ที่ตัวละครตัวหนึ่งต้องเจอผี แต่ผีที่ว่าคืออะไร? มีจริงไหม? ทำไมผีถึงต้องหลอก? ทำไมๆ (เหมือนโฆษณาซุปก้อน) ช่องว่างที่เว้าแหว่งพวกนี้แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมี อะไร มากกว่าหนังผีทั่วไปที่พยายามสร้าง อะไร ให้เราดู
Hotel เล่าเรื่องหญิงสาวที่มาทำงานในโรงแรมแทนพนักงานสาวอีกคนที่หายสาบสูญไป เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้เลย แถมแต่ละคนก็ดูเป็นพวกๆ กันอีกต่างหาก ดังนั้นเธอจึงคุยกับเฉพาะคนเก่าคนแก่และพวกหัวหน้า ระหว่างที่เธอทำงาน เธอก็ได้พบกับเรื่องเล่าลึกลับเกี่ยวกับแม่มดในป่า
ว่าไปก็ดูเหมือนคนละเรื่องเดียวกัน เพราะเหตุการณ์ที่เธอเข้ากับทุกคนไม่ได้ ในหนังทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นเพราะความไม่เอาไหนของเธอเอง และสุดท้ายเธอก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกคน Happy Ending แต่ในเรื่องนี้มันเป็นเพราะความรู้สึกของคนมาใหม่ ความอิจฉาของคนเก่า และนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้เป็นคนเฟรนลี่อะไร มันเป็นความรู้สึกที่ผู้หญิงมากๆ (ผู้กำกับเรื่องนี้เป็นผู้หญิง) ผมคุยกับเพื่อนผู้หญิงเรื่องการปรับตัวในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง และปัญหาที่เจอก็มักจะเป็นเรื่องทำนองนี้ ดังนั้นตัวละครจึงเหมือนถูกบีบให้ทำอะไรคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว
ส่วนเรื่องเล่าลึกลับ ก็อาจทำให้นึกถึงผี หรือฆาตกรเลียนแบบที่พยายามเอาตำนานมาทำให้เป็นจริง ซึ่งในหนังเรื่องนี้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย แต่กลับทำให้เรารู้สึกได้ว่ามันต้องมีผี และมันก็มีจริงๆ แต่ในเรื่องกลับไม่เห็นผี (!?!?) ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เก๋มากๆ ถ้าเป็นศัพท์วัยรุ่นสมัยประถมก็ต้องเรียกโครงสร้างในหนังเรื่องนี้ว่า จ๊าบสุดๆ เพราะหนังทั่วไปจะมีเสต็บผีหลอกแบบ ปูเรื่อง, กระตุกขวัญ, ขยี้ แล้วค่อย ตบ หนังเรื่องนี้จะเอาสามอย่างหลังซึ่งเป็นส่วนที่ให้ความบันเทิงในหนังทั่วไปออก และสร้างความบันเทิงด้วยการทำให้เราเห็นแค่การปู ต่อด้วยการตบที่จบไปแล้ว นั่นคือการโดนผีหลอกเสร็จเรียบร้อย
แน่นอนว่าหลายคนอาจรู้สึกเหมือน โดนแกล้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการแกล้งจริงๆ แต่เป็นการแกล้งโดยเทคนิค โดยคนทำที่มีทักษะ และเข้าใจโครงสร้างกับภาษาหนังเป็นอย่างดี ไม่ใช้ทำไม่เป็นหรือทำไม่ถึงอย่างที่เขาสาปแช่งกัน (จะโดนถล่มไหมเนี่ย) เพราะบรรยากาศของหนังนำพาให้เจอเหตุการณ์ที่คุ้นเคยมากมายในหนังสยอง นำพาแม้กระทั่งฉากที่ทำให้เรามีเคมีเรื่องเพศ แต่หนังสามารถทำลายขอบเขตพวกนั้น และทิ้งให้เหลือแค่ ตะกอนแห่งความสงสัย เพื่อให้คนดูและตัวละคร แอบระแวง อยู่เสมอ
และเมื่อหนังไม่มีการบิ้วอะไรเลย มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมตัวละครต้องนำพาตัวเองไปยังสถานการณ์เจอผีด้วย ทั้งๆ ที่หนังเรื่องอื่นจะหาเหตุผลให้ตัวละครไปยังสถานการณ์นั้นๆ แกมบังคับ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แล้วด้วยความที่มันไม่บิ้วอะไรเลยนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งกับอาการ เจอผี ของตัวละคร ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งสอดคล้องกับวิธีเล่าเรื่องที่พยายามทำให้เราเหลือตะกอนแห่งความสงสัยเอาไว้ และโยนความสงสัยนั้นทิ้งไว้ในความมืดที่ทึบหนา โดยไม่พยายามเปิดเผยอะไรให้เราได้รู้เลย
โดยปรกติแล้ว ความมืดมักถูกใช้ในการปกปิด บิดเบือน หรือทำให้คลุมเครือไม่ชัดเจน ความมืดในโรงแรมแห่งนี้ก็ทำหน้าที่นั้นเช่นกัน มันสร้างอานาเขตที่เรามองไม่เห็นในตอนเปิดไฟ และสร้างผีที่เรามองไม่เห็นด้วย เพราะความมืดได้ดูดึงตัวละครเข้าไปและคายออกมาตลอดเรื่อง ถ้าจะมีผีในเรื่องนี้จริงๆ ความมืดนี่แหละที่เป็นผี แต่ไม่ว่าผีในเรื่องจะมีจริงหรือไม่จริง ความคิดเราก็ล้วนเป็นตัวสั่งการ เหมือนกับความสัมพันธ์ที่กระท่อนกระแท่นในที่ทำงาน ถ้าเราเอาหัวจิตหัวใจทิ้งไป แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานไปวันๆ เราก็คงจะทำงานอยู่กับคนที่เฮ็งซวยขนาดไหนก็ได้ แต่เมื่อเรามีความคิดและจิตใจ มันก็ห้ามไม่ได้ที่จะสงสัย ระแวง หรือวาดกลัว ทั้งๆ ที่เราอาจจะมองไม่เห็นสิ่งๆ นั้น เลยก็ตาม
ป.ล. Jessica Hausner กำลังจะมีงานใหม่ แต่คราวนี้ข้ามมาชิงสายประกวดหลังใน Venice Film Festival 2009 (ไม่ได้ไปคานส์แล้ว อิอิ) หนังมีชื่อว่า Lourdes เป็นเรื่องของหญิงสาวนั่งวิวแชร์ที่เดินทางไปยังเมืองแห่งการแสวงบุญ
ป.ล. 2 ผมได้ดูเรื่อง Lovely Rita (2001) หนังยาวเรื่องแรกของ Jessica Hausner หลังจากเขียนถึง Hotel เสร็จ และพบว่าตัวละครที่แปลกแยก วิธีเล่าเรื่อง วิธีการเคลื่อนกล้อง และรายละเอียดอีกมากมาย เหมือนกับ Hotel เป๊ะๆ เป็นอะไรที่เยี่ยมมากๆ เธอสามารถคงอัตลักษณ์อะไรแบบนี้ไว้ แม้จะเปลี่ยนแนวหนังไปเป็นหนังสยองขวัญ (ตื่นเต้นดีเลย์ไปหลายปีจริงๆ เรา) แล้วเรื่องนี้ก็เล่าถึงช่วงวัยมัธยมที่ธรรมดาสุดๆ ทั้งเรื่องไม่ชอบขี้หน้ากัน โดดเรียน อยากมีเซ็กส์ ของพวกนี้เป็นเรื่องที่แทบจะมีกันทุกคน แล้วช่วงวัยนั้นในสังคมของผม มีทั้งเรื่องค้ายา ทำแท้ง ติดหนี้พนันถึงขั้นมาไล่ยิงกันในโรงเรียน มันหนักกว่าด้วยซ้ำ แต่สำหรับลิต้า ความปรกติที่ผิดที่ผิดทางเพียงนิดเดียว จนเราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ แต่มันกลับลากเธอลงเหวซะดื้อๆ เป็นอะไรที่ใจร้ายและเลือดเย็นมาก

มีแต่ vcd ว่าจะซื้อ dvd มาเก็บไว้อยู่
มันเป็นความกลัวที่มาจากภายใน (หรือเราคิดไปเอง) ล้วน ๆ
ผมชอบนะ ^___^
#1 By sansanae on 2009-08-04 10:44