Art Floor: After War ขั้นตอนการพื้นฟูสภาพจิตใจหลังภาวะสงคราม
posted on 28 Sep 2009 10:06 by binkybear in Music
บทความนี้อาจเต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอ เพราะมินิอัลบั้มจำนวน 8 เพลงชุดนี้ ช่วยชีวิตผู้เขียนเอาไว้
After War เป็นมินิอัลบั้ม 8 เพลง ของวงดนตรี 4 หนุ่ม Art Floor ซึ่งประกอบไปด้วย คริน สาครินทร์ สุธรรมสมัย (ร้องนำ), ต๊อบ ธัชพล ชีวะปริยางบูรณ์ (กลอง), แว๊ต อนุวัต ชูศรี (เบส) และ เกรียง เกรียงไกร ชูวณิชสกุล (กีตาร์) เป็นดนตรี Brit-pop ที่มีความเป็น Pop อยู่สูงมากพอที่จะทำให้ติดตลาดกว้างได้ไม่ยาก และด้วยภาพลักษณ์ของวงที่แสดงออกมาเน้นหล่อ ทำให้คนอาจมองข้ามสิ่งที่วงนี้ต้องการจะสื่อสารออกมาอย่างตั้งใจ คิดเยอะ และตกผลึกมากๆ สำหรับงานชุดแรก
เพราะตั้งแต่ปกไปจนถึงชื่ออัลบั้ม มันดูเหมือนพยายามเท่ พยายามโยงให้เกี่ยวกับสงคราม แต่เนื้อหาภายในกลับมีแต่เพลงที่พูดถึงความรัก แต่ถ้าลองเปรียบเทียบความรักเป็นโลก คนสองคนที่อยู่กันได้ก็เหมือนโลกที่มีแต่สันติสุข ในทางกลับกัน ความล่มสลายของความสัมพันธ์ ก็เจ็บปวดและยากที่จะเยียวยา คล้ายสภาพวะหลังสงคราม ความคิดนี้ไม่ได้ถูกตีความอย่างมั่วๆ โดยผู้เขียนเองเป็นแน่ ถ้าได้ลองฟังอัลบั้มนี้ดู
เริ่มต้นที่แทรกแรก Before ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเพลงที่ 2 ซึ่งประกอบไปด้วย Loop กับเสียงบรรยากาศในสงคราม ที่เจือจางเหมือนใกล้จะจบลงในไม่ช้า แล้วต่อด้วย After War ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้มและเป็น Theme Song ที่ดูไม่ได้โดดเด่จากเพลงอื่นเท่าไหร่ แต่เพลงนี้กลับฟูมฟาย มืดหม่น สับสน และยึดติด เต็มไปด้วยทัศนคติด้านลบ ซึ่งเราจะเข้าใจหลังจากนี้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะเสียงฝนตกตรงท้ายเพลงเหมือนกำลังจะเผยให้เห็นฟ้าหลังฝนที่สดใส
มหานคร เพลงที่ 3 ซึ่งอยู่ดีๆ ก็พูดถึงความล่มสลายในความสัมพันธ์ของคนเมือง ความฉาบฉวย ที่ถ้าเราต่างหายไป ก็อาจหายลับจากกันไปเลย แต่ถ้าเทียบเคียงในแง่ความรัก = โลก มหานครก็คืออนาคตที่เราวาดฝันไว้ด้วยกันกับคนรัก มันสวยงาม แต่ก็บอบบางมากเช่นกัน แล้วพอตัดทอน เมื่อทุกอย่างจบลงหลังความสัมพันธ์สิ้นสุด เราก็เหมือนหลงอยู่ในเมืองที่มีผู้คนขวักไขว่เพียงลำพัง ซึ่งเรายังคงยึดติดอยู่ในความเหงาและเดียวดาย
ต่อมาเป็นเพลงสุดฮิตอย่าง เปียโน เพลงนี้ถูกใส่เข้ามาเหมือนตัวแทนของคนที่ก้าวเข้ามาเพื่อแนะนำคนอีกคนที่กำลังตกอยู่ในสภาพวะเดียวกันอย่างเข้าใจ แม้จะเป็นเสียงร้องของคนคนเดิม แต่สภาพวะหลังสงครามสามารถเกิดกับผู้คนได้หลายคนพร้อมๆ กัน และอาจส่งผลกระทบต่อผู้คนถัดไปได้อีกมากมาย ซึ่งนักร้องก็คือตัวแทนของตัวละครที่ต่างสถานะกันไป และคำว่า “ทำให้ทุกสิ่งที่จะทิ้งความงามให้กับวันพรุ่งนี้” ก็เป็นความหมายที่อธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ในเชิงมหาภาค เพราะบอกในสิ่งที่เป็นความจริง แต่ความอ่อนแอทำให้เรายังไม่สามรถทำไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับประโยค “ไม่อยากเห็นใครบอกคนที่ต้องเสียบางสิ่งไป จากการให้อภัยความอ่อนล้าของตัวเอง”
แต่แน่นอนว่าคำแนะนำย่อมมาพร้อมกับการปลอบโยน บทกวี คือขั้นตอนนี้ ซึ่งเพลงนี้สามารถนำมาพูดถึงโครงสร้างการเขียนเพลงของ คริน นักร้องนำ (ซึ่งรับเหมาเขียนทั้งคำร้องและทำนองของทุกเพลง) ได้เป็นอย่างดี เพราะเพลงนี้จะมีท่อนธรรมดาและท่อนฮุ๊คเหมือนปรกติ แต่จะเขียนฮุ๊คไว้ 2 แบบ โดยยึดเมโลดี้เดิม ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาและวิธีการเล่าเรื่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเพลงนี้ก็สร้างตัวละครผู้ได้รับผลกระทบขึ้นมาด้วย นั่นคือแขกรับเชิญอย่าง ลลิตา สิงโตทอง หรือ เนย Senorita
“เดินหลงทาง ความมืดมิดชิดไกลเกินกว่าเข้าใจ ไร้สิ่ง...สว่างใส เนิ่นนานเหลือเกิน เดินหาทาง ความจืดจางเลือนรางเริ่มหลุดหายไป ในสิ่ง...จงเชื่อไว้ ถ้าไม่หยุดตามหาขอบฟ้าอยู่ไม่ไกล” Interlude ความยาว 32 วินาที เพื่อเชื่อต่อกับเพลง แสง (featuring KU Chorus) ที่กำลังเดินทางมาถึงปลายสุดของ ขั้นตอนการพื้นฟูสภาพจิตใจหลังภาวะสงครามแล้ว และนี่คือเหตุผลเรายังจมอยู่กับอดีต เรายังอ่อนแอเกินไป เราพึ่งพิงคนอื่นอยู่เสมอ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเอง เพลงนี้จึงเป็นเพลงเร็ว ทั้งๆ ที่ช่วง Intro เหมือนจะเป็นเพลงช้า คล้ายอยู่ๆ ก็มีแสงสว่างจ้า สาดเข้ามาในเศษซากปรักหักพัง เพื่อบอกทุกคนว่า สงครามจบแล้วนะ สิ่งที่เราอยากครอบครองมันล่มสลายไปแล้ว แต่โชคดีแค่ไหนที่ชีวิตเรายังอยู่ ดังนั้นหนทางจึงต้องมีอยู่เช่นกัน
มาถึงเพลงสุดท้าย เคย (Was) เพลงนี้ชื่อภาษาไทยกับภาษาอังกฤษอาจให้ความหมายไม่ตรงกัน แต่ความจริงแล้ว เคย ก็คือ was ซึ่งแปลว่า เป็น อยู่ คือ ในภาคอดีต จึงมีความหมายกลายๆ ว่า คนที่ทำเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้ หรืออาจหมายถึงตัวละครที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เคยประสบพบเจอเหตุการณ์เหล่านั้น และผ่านพ้นมันมาได้อย่างยากลำบาก สับสน และแสนเจ็บปวด อาจถึงขั้นไม่อยากจะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว พวกเขาจึงอุทิศเพลงทั้งหมดนี้เพื่อปลอบประโลมให้กับคนที่ประสบเหตุเช่นเดียวกัน เพื่อพาคนเหล่านั้น (และผู้เขียน) ผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้อย่างมีสติ เพราะถ้าเราฟังเพลงนี้ซึ่งเป็นเพลงสุดท้าย แล้วย้อนกลับไปฟังใหม่ตั้งแต่เพลงแรก วนไปวนมาอย่างนี้ เราจะยิ่งเข้าใจจุดมุ่งหมายในอัลบั้มนี้มากขึ้น
สุดท้ายถ้าไม่พูดถึงภาคดนตรีเลยก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่หลายเพลง มีส่วนผสมของความเป็นเพลง Pop อยู่สูง แต่รายละเอียดภาคดนตรีกลับละเมียดและพยายามบิดแก้ ผสม และใส่ลูกเล่นที่มีรสนิยมลงไป ทำให้เพลง Pop สามารถอยู่อย่างกลมกลืนกับเพลง Rock โดยไม่ประดักประเดิด
มินิอัลบั้มนี้จึงไม่ได้มีดีแค่เพลงเพราะ หรือเพลงเด็กแนว แต่ After War เต็มไปด้วยความตั้งใจ ความปรารถนาดี และมีวุฒิภาวะที่สูงมาก อยากให้ทุกคนได้ลองฟังกันดูครับ โดยเฉพาะคนที่พึ่งเผชิญกับเรื่องราวความรักแสนเจ็บปวดมา
สามารถฟังเพลงของพวกเขาได้ที่นี่ครับ
http://www.myspace.com/artfloorafterwar

#1 By mini-teddy on 2009-09-28 11:00