เป็นความบังเอิญที่โชคดีที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ เพราะก่อนนี้ผมมีโอกาสได้ดูหนัง อีส้มสมหวัง ภาคแรกที่มาฉายทางช่อง 7 แล้วเกิดอาการรับไม่ได้ ผมไม่สามารถเรียกมันว่าภาพยนตร์ได้ มันแทบจะไม่มีองค์ประกอบที่สมควรค่าแก่การถูกเรียกเช่นนั้น แต่สำหรับ อีส้มสมหวัง ชะชะช่า ที่ผมตั้งใจจะแค่ฆ่าเวลาเพื่อรอรับรูปจากร้านในเข้าโรงชั้นสองใกล้บ้านสักสองชั่วโมง หนังภาคนี้กลับสร้างความเพลิดเพลินชนิดที่ผมเผลอคิดว่านี่อาจเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในปีนี้เลยก็เป็นได้ ถ้าหากมันจริงจังกว่านี้ แต่อยู่ๆ หนังก็ล้มครืนโดยไม่ทราบสาเหตุในช่วงท้าย ทำให้รู้สึกเหมือนรถแข่งที่วิ่งนำลิ่วตั้งแต่ต้นจนจวบจะถึงเส้นชัยอยู่รำมะล่อ แต่เครื่องยนต์กลับขัดข้องจนไม่สามารถไปถึงเส้นชัย ความดีงามระดับเกรดเอ ก็ถูกลดระดับลงจนกลายเป็นเกรดบี แต่หาจะตีค่ามันเพียงแค่นั้นก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย เพราะความดีงามของเรื่องนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของผู้กำกับ โน้ต จูเนียร์ หรือคุณ จิตต์สิน ผ่องอินทรีย์ ลูกชายของ โน้ต เชิญยิ้ม

 

        

 

แม้ว่าเขาจะทำหนังมาเป็นเรื่องที่ 3 แล้ว (ถ้าไม่นับการกำกับร่วมกับพ่อในเรื่อง ครอบครัวตัวดำ) และผมก็สารภาพว่าพึ่งจะได้ดูงานที่เขากำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เขาแสดงความไม่ธรรมดาอย่างแจ้งให้เห็นตั้งแต่เปิดเรื่อง มุมมองด้านภาพ ลำดับเรื่อง และการใส่ฉากร้องเพลงเต้นรำที่เข้ามาอย่างไม่ขัดเขินแถมยังเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง ความต่อเนื่องของหนังก็มีสูงมาก ทั้งหมดนี้ทำให้คิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่สมควรจะเป็นภาคต่อของหนังทำลายสุขภาคจิตเรื่องนั้นเลย

 

        

 

หนังเปิดเรื่องที่งานศพของสมาชิกวงคนหนึ่งหลังจาก ยอดรัก สลักใจ เสียชีวิตได้ไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงครั้งนี้ทำให้ สมหวัง (ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์), ส้ม (สุวนันท์ คงยิ่ง), บำเรอ (โน้ต เชิญยิ้ม), ค่อม (ค่อม ชวนชื่น) และ ชมพู่ (ชมพู่ ก่อนบ่าย) ต้องย้ายมาทำงานในคาเฟ่ที่กรุงเทพ โดย สมหวัง ได้เป็นนักร้องประจำ บำเรอที่เป็นพ่อของส้ม ได้เป็นยาม ส่วนค่อมซึ่งเป็นสามีของชมพู่ นั้นได้เป็นเด็กรับรถ แต่ส้มและชมพู่นั้นไม่ได้งานเพราะหางเครื่องไม่มีตำแหน่งว่าง ดังนั้นจึงต้องอยู่แต่บ้าน เรื่องราวแบบพ่อบ้านเมียเผลอก็เกิดขึ้นเพราะแสงสีอันเย้ายวนของกรุงเทพฯ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล และสถานบันเทิงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการมีเซ็กซ์

 

        

 

ความทะลึ่งตึงตังที่ใส่เข้ามาสอดคล้องกับสภาวะที่ตัวละครต้องเผชิญ แทนที่จะถูกใส่เข้ามาเพื่อความฮา ซึ่งหนังตลกส่วนใหญ่มักชำเราตัวละครผู้หญิงเพื่อระบายความใคร่ทางเสียงหัวเราะ แต่เซ็กซ์และการนอนใจในเรื่องนี้เคลือบแฝงความเจ็บปวดและประเด็นสังคมเอาไว้มากมาย ตรงนี้ต้องขอชมคนเขียนบทก็คือ คุณพิง ลำพระเพลิง ที่ทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้น เชื่องโยงเงื่อนไขของภาคแรกได้อย่างแนบเนียนโดยที่แทบไม่เห็นรอยต่อ มิติของตัวละครที่เคยแบนๆ ก็ถูกสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งยังคงอารมณ์ขันทั้งหมดไว้อย่างครบถ้วน แต่แน่นอนว่าผู้ชมคนที่ต้องการความตลกโปกฮาจากเรื่องนี้คงต้องผิดหวัง เพราะความขึงขังจริงจังของหนังที่มีอยู่สูงลิบลิ่ว

 

       

 

แต่ความจริงจังนั้นทำให้หนังสนุกน่าติดตามมาก จนก้าวข้ามมาถึงช่วงสุดท้ายของหนัง ที่อยู่ๆ ก็เป๋ไปเป๋มา ไร้ความประติดประต่อและที่มาที่ไป เหมือนหนังถ่ายไม่จบ จนทำให้รู้สึกเสียงดายสิ่งที่หนังอุส่าปูมาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ทั้งประเด็นหลักคือการนอกใจ ประเด็นรองๆ ที่น่าสนใจ เช่น วิธีรับมือกับความสำเร็จที่มาไวจนเกินไป / คนต่างจังหวัดที่ถูกสภาพสังคมเมืองเปลี่ยน / คนเมืองที่แสวงหาความจริงใจจากคนต่างจังหวัด ฯลฯ หนังที่ดูเหมือนจะมีอะไรกลับกลายเป็นไม่มีอะไรเลย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกสานต่อ แต่กลับทำให้ตัวละครลงเอยกันด้วยดีแล้วจบไปเสียดื้อๆ

 

       

 

ถึงจะขัดใจส่วนท้ายที่ทำให้หนังพังไม่เป็นท่า แต่ความปรารถนาดีของหนังเรื่องนี้ก็สามารถยกระดับให้หนังตลกที่คิดว่า ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อแลกกับความตลก ต้องหันมาคิดว่า การเคลือบแฝงประเด็น และการหนังให้เป็นหนัง สำคัญไม่แพ้การทำให้คนดูตลกและสนุกไปกับมัน ไม่งั้นจะทำหนังขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อให้มันกลายเป็นวีดีโอรวมมุขตลกที่มีฉากหลังไม่ใช่ค่าเฟ่งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นอย่าทำออกมาเลยจะดีกว่า

 

       

 

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือการใส่เพลงเข้ามาในหนัง ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ แล้ว 80% นั้นหวังผลทางการตลาด (เพราะเป็นเพลงของ แกรมมี่ โกล์ แทบทั้งหมด) แต่เพลงพวกนั้นกลับเล่าเรื่องได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยภาษาเพลงลูกทุ่งที่เต็มไปด้วยความจริงใจ และยุคสมัยที่เพลงลูกทุ่งไม่ได้อยู่เพียงแค่หน้าปัดวิทยุ AM แต่สามารถทำให้คนเมืองแท้ๆ ฟังบนรถได้ โหลดลงมือถือเป็นเสียงเรียกเข้า กดร้องในตู้คาราโอเกะอย่างไม่เคอะเขิน ไม่ต่างกับตัวละครที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ซึ่งความเป็นเมืองค่อยๆ กลืนกินพวกเขา เหมือนยุคที่เพลงลูกทุ่งเหมือนเพลงสตริงขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายสำเนียงลูกทุ่ง เอกลักษณ์เดิมๆ ที่ถูกปรับแต่งตามยุคสมัยก็สามารถอยู่รอดได้ในเมืองใหญ่ เมืองที่คนเมืองแท้ๆ อาจไม่รู้ว่า รอบกายของเขานั้นอาจจะมีแต่คนต่างจังหวัด ซึ่งกลมกลืนกับเขาจนมองแทบไม่ออก

 

 

 

 

 

 

ป.ล. ห้ามพลาดเรื่อง เฉือน ด้วยประการทั้งปวง แม้โดยรวมหนังจะอยู่ดีน่าพอใจ

แต่ Part ตอนเด็ก A+++++++++++++

 

 

 

 

ป.ล. 2 ลอยลอยกระทง  

 

      

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ก็ยังไม่เคยดูเลยอ่ะ เด๋วกะว่าจะลองไปหาดูว่าเจ๋งแค่ไหน

#1 By steppla (203.170.234.7) on 2009-10-30 21:17

โดยส่วยตัวแล้ว ไม่ชอบหนังที่โน๊ตทำสักเท่าไหร่ บวกกะกบเล่นด้วย เราว่าไม่มันเข้าถึงตัวส้มจริงๆนะ ฮาๆๆๆ

#2 By pap (202.5.87.145) on 2009-10-30 21:19

เฉือนนี่อยากดูมากๆ

#3 By Nart on 2009-10-30 21:20

อือม อ่านเรื่องส้มสมหวัง

แต่ลงท้ายด้วยอยากดูเฉือน แปลกๆ ฮ่าๆ

#4 By k_i on 2009-10-31 04:12

อยากดูเฉือน
ลืมไปเลยว่าอีส้ม สมหวัง มีภาคต่อด้วยsad smile

#5 By chabarimklong on 2009-10-31 09:01

ที่ให้ไปดูเฉือน เพราะเมื่อวานที่ผมดูเป็น อีส้มสมหวัง ชะชะช่า รอบสุดท้าย ของโรงชั้น 2 ซึ่งโรงนี้เข้าหนังช้ามากๆ ดังนั้น ไม่มีโอกาสได้ดูในโรงอย่างแน่นอนแล้วครับ confused smile

แต่เฉือนผมกำลังจะไปซ้ำอย่างด่วน ก่อนลมหายใจของหนังเรื่องนี้จะหมดลงเร็ว ๆ นี้

ป.ล. อยากดู เฉือน ให้สนุกขึ้น ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังดู แนะนำให้อ่านบทสำภาษณ์ ก้องเกียรติ โขมศิริ ในนิตยาสาร Bioscope เล่มล่าสุดปกเป้ ชีวิตจริงผู้กำกับ และทัศนคติในการมองโลกของเขาเข้มข้นไม่แพ้หนังที่เขาทำเลย

#6 By binkybear on 2009-10-31 09:41

ต้องลองดูซะแล้วซินะนี่?

ประเ้ด็นคนเมืองกับคนต่างจังหวัดนั้นเป็นอะไรที่ผมค่อยข้างรู้สึกกับมันมากเป็นพิเศษครับ พอมาอ่านเอ็นทรี่นี้ทำให้อยากรีบหาหนังมาดูโดยไว big smile

#7 By Seam - C on 2009-10-31 11:11

เพลงสวยนี่น่าขยับร่างกายตามเบาๆเนอะ ^^
______________________________

จริงอย่างที่ว่าแหละ
เราว่านะ
หนังตลกอ่ะทำงายจะตาย
แต่..ทำให้คนออกมาแล้วรู้สึกคุ้มกับ
อะไรที่เสียไปมันยากHot!

#8 By หมื่นไมล์ on 2009-11-01 10:22

โหหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปีเลยหรอ ชักอยากลอง

#9 By easygirl.iam on 2009-11-02 10:45

เม้นได้แล้วว!!!

#10 By easygirl.iam on 2009-11-02 10:45

^
ยินดีด้วยครับ cry

แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนท้ายหนังทำลายตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย แนะนำให้เผื่อใจไว้ด้วยนะครับ confused smile

#11 By binkybear on 2009-11-02 10:54

บอกตามตรงว่า ตอนแรกไม่เคยคิดจะดูอีส้มฯเลยอ้ะครับ
แต่อ่านจากคุณบิ๊งแล้ว ว่าจะลองหามาดูมั่ง

อยากดูเฉือนเหมือนกันครับ ไม่รู้ออกยัง ไม่มีเวลาเลยเรา
sad smile sad smile

#12 By Recycle Boy on 2009-11-04 13:31