ถึงเวลาที่จะกลับมาทำหน้าที่บล็อกเกอร์อีกครั้งหลังจากหลงลืมไปแล้ว่าแต่ก่อนขยันอัพเดทชีวิตตัวเองขนาดไหน เพราะหลังจากเรียนจบ (จบแล้วก็จริงแต่กว่าจะรับปริญญากะเขาก็ปี 2555 โน่น) ก็ได้ทำงานที่ต้องทุ่มเททั้งชีวิตไปกับมันถึง 2 เดือนเศษ พอชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง น้ำก็ดันมาท่วมบ้านเสียอีก แต่ระหว่างนั้นก็มีงานใหม่ซึ่งทำให้ชีวิตได้ไปพอเจอประสบการณ์ที่สุดแสนประทับใจ เริ่มจากการไปเป็นอาจารย์ช่วยสอนวิชาการวิจัยภาพยนตร์ที่ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นี่คือบล็อกของวิชานี้ http://fd310ann.exteen.com/ พอเป็นอาจารย์สอนหนังก็เลยได้ติดสอยห้อยตามทาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไปสอนเด็กทำหนังที่โรงเรียนน่านปัญญานุกูล ที่จังหวัดน่าน ในโครงการ น่านเรียนรู้ สืบสาน เมืองแห่งศิลป์

 

 

Day 1

 

ขาไปข้อมูลที่ได้มาก็คือ โรงเรียนแห่งนี้จะมีเด็กพิเศษ เด็กพิการ และเด็กชนเผ่า ซึ่งเราน่าจะได้สอนเด็กเหล่านี้ทำหนัง ข้อมูลที่สองที่ได้มาคือ เด็กที่เราจะสอนนั้นได้เรียนการตัดต่อและการทำหนังกันมาบ้างแล้ว ซึ่งเราก็คุยกันว่าเด็กๆ น่าจะตัดต่อกันด้วยโปรแกรม Premiere Pro อย่างแน่นอน

สมาชิกทุกคนที่จะไปน่านรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตรงอโศก เวลาตี 5 ครึ่ง ซึ่งรถจะออกตอน 6 โมงเช้า รถตู้ 2 คัน กับคณะอาจารย์และนักศึกษาที่ตามไปช่วยสอนเด็กทั้งสองมหาวิทยาลัยเตรียมพร้อม แต่สิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อนก็คือ การเดินทางไปน่านนั้น ไม่ใช่ว่าจะขับไปชิลๆ กินลมชมวิว แต่ต้องเจอโค้งคดเคี้ยวมากมาย เราอัดดูหนังในรถไป 3 เรื่อง ทั้ง Salt โฉ่งฉ่างไปหน่อยแต่ดี (B+) The Expendable ดูแล้วหลับตลอดน่าเบื่อมาก (C+) และ Cup Out สนุกทีเดียวเลย (B+) แต่หนังทั้งสามเรื่องก็ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ เราเดินทางไปถึงน่านตอน 5 โมงเย็น โดยมีคนป่วยเดินลงจากรถถึง 4 คน หนึ่งในนั้นคือผมเองที่เมารถเป็นกิจวัตอยู่แล้ว

แต่โชคดีที่วันแรกเรายังไม่มีกิจกรรมอะไรมากมายให้ทำนัก ส่วนใหญ่ผมก็ปั่นจักรยานสำรวจโรงเรียน และดูงานเด็กที่ไปถ่ายทำกันมาวันนี้ และเด็กที่เรามาสอนนั้นเป็นเด็กจาก โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน ซึ่งไม่ใช่เด็กชนเผ่าทั้งหมด แถมยังเป็นเด็กโต อยู่ ม.5 กันแล้ว น่ารัก เรียบร้อย ตั้งใจกันดีมาก

เราพบปัญหาอยู่หลายจุดใน Footage ที่ถ่ายทำกันมา แต่ก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรและสามารถแก้ไขได้ พวกเราได้ให้คำแนะนำสำหรับการถ่ายทำเพิ่ม วิธีและเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งที่เราทั้งคณะสอนหนังคาดไม่ถึงมีเพียงอย่างเดียวคือ หนังสั้นทั้งสองเรื่องที่เราเป็นผู้ดูแลจะถูกตัดต่อโดยโปรแกรม Ulead video studio ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครใช้เป็นกันเลยสักคน

 

 

Day 2

 

เช้าวันที่สองผมรู้สึกปวดหัวน้อยลงคงเพราะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ วันนี้เราต้องวางแผนและพาเด็กไปถ่ายหนังทั้งสองเรื่อง โดยมีหนังของโรงเรียนท่าวังผาพิทยาคมตามมาสมทบอีก 1 เรื่อง ซึ่งถ่ายเสร็จแล้วเหลือแค่ขั้นตอนการตัดต่อ ผมขอเล่าคร่าวๆ ถึงหนังทั้งสองเรื่องที่ต้องดูแล

เรื่องแรก จุดเริ่มต้นของจุดจบ เป็นหนังที่เล่าเรื่องของชายตัดไม้ ซึ่งเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสำนึกถึงการหยุดทำลายธรรมชาติ ส่วนเรื่องที่สอน นาน...น๊าน...น่าน เป็นเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยววัดภูมินทร์ โดยที่เพื่อนคนหนึ่ง (นางเอก) ในนั้นเป็นคนหูหนวก 

เรื่องแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เรื่องที่สองเด็กของเราต้องกำกับเพื่อนซึ่งเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินจริงๆ แถมเด็กคนนั้นยังเป็นเด็กชนเผ่าม้ง ซึ่งเวลาสื่อสารต้องแปลจากภาษาไทยไปเป็นม้งเสียก่อน แล้วเขียนเป็นภาษาม้ง (ที่คล้ายกับภาษาอังกฤษ) ลงไปในกระดาษเพื่อให้เพื่อนอีกคนที่เป็นม้ง (แต่ไม่ใช่ผู้กำกับ) กำกับนางเอกของเราซ้ำอีกรอบด้วยกระดาษ และการพูดภาษาม้งแล้วอ่านปากเอา

ความซับซ้อนนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเราต้องแข่งกับเวลา ที่ต้องถ่ายเสร็จก่อนเพื่อให้เหลือเวลาพอสำหรับการไปถ่ายทำต่อเรื่องที่สอง และอากาศร้อนที่ร้อนมาก (มันควรจะเป็นหน้าหนาวไม่ใช่หรือ) ความร้อนนี้ทำให้นางเอกของเราที่สุขภาพไม่ค่อยดีถึงขั้นล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลในเย็นวันนี้ แต่ด้วย Spirit อันแรงกล้า ทำให้เธอถ่ายทำต่อไปจนจบ 

 

 

เรื่องที่สองผมไม่ได้ตามไปถ่ายทำด้วย แต่อยู่คุมเด็กๆ กลุ่มแรกลงวีดีโอที่ถ่ายมา และเจอปัญหาวีดีโอกระตุกอย่างรุนแรง ซึ่งผมก็ต้องแปลง File เหล่านั้นจาก MP4 เป็น MPEGII ซึ่งกินเวลายาวนานมาก ขนาดกลุ่มที่สองถ่ายทำเสร็จแล้วกลับมา ก็ยังแปลงไม่เสร็จ และพออีกกลุ่มลงวีดีโอ ก็กระตุกเหมือนกัน วันนี้กว่าจะแปลง File ของทั้งสองกลุ่มเสร็จ ก็กินเวลาไปถึงดึกดื่น

แต่งานที่ออกมาในวันนี้ดีมาก เด็กๆ มีความเข้าอกเข้าใจเรื่องภาพและการเดินเรื่องดี ความจริงจากโครงเรื่องของทั้งสองเรื่องนั้นเป็นโครงสร้าง 3 องค์ ถูกต้องสำหรับภาพยนตร์แล้ว

 

Day 3 Final Day

 

วันนี้ทำให้เรากับเด็กๆ ที่เรามาสอนสนิทกันมากขึ้น เพราะเราต้องขลุกอยู่ด้วยกันทั้งวัน ตอนเช้าเป็นพิธีเปิด ผมได้ไปตีเนียนไปนั่งอยู่กับเด็กออทิสติกและเด็กพิการเป็นชั่วโมง สนุกมาก เด็กๆ น่ารักมาก ผมเอากล้องถ่ายรูปไปให้พวกเขาเล่น รูปที่ถ่ายออกมาแทบไม่มีอะไร มีแต่รูปนิ้วที่เด็กเอามาบังหน้ากล้องเอาไว้ ชอบมากเลย ผมสัญญาเลยว่าจะทำหนังสั้นๆ ตอนที่เด็กเอากล้องไปถ่ายมาให้ดูกัน

 

พอพิธีเปิดจบลง เราก็ง่วนอยู่กับการตัดต่อ วันนี้เราต้องทำให้เสร็จก่อน 6 โมงเพื่อนำไปฉายตอน 1 ทุ่มตรง เด็กๆ บอกว่าพวกเขาแทบไม่ได้นอน บางคนยังใส่ชุดเดิมกับเมื่อคืนอยู่เลย ทุกคนตั้งใจและทุ่มเทกับหนังเรื่องนี้มาก ระหว่างการตัดต่อเราก็พยายามจะยื่นมือไปช่วยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงแต่แนะนำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เหลือแค่ไม่กี่จุดที่ทำไม่ได้จริงๆ เราก็มาช่วย ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวลา 4 โมงครึ่ง หนังทำท่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองเรื่อง เสร็จทันแบบเฉียดฉิวมากทีเดียว เพราะงานปิดถนนโครงการ น่านเรียนรู้ สืบสาน เมืองแห่งศิลป์ นั้นเปิดงานตอน 4 โมง แต่กว่าคนจะเริ่มมาเดินกันเยอะๆ ก็ประมาณ 5 โมง ถึง 2 ทุ่ม
แต่เรื่องเครียดก็ดันมาเกิดขึ้นกับคณะอาจารย์ผู้สอนของพวกเรา เพราะ Ulead video studio ที่ใช้ตัดต่อกันมาทั้งเรื่องเกิดทะลึ่ง Register เป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ระบบภาพ NTSC ต่างกับบ้านเราที่ใช้ระบบ PAL เครื่องที่ผมคุมอยู่ตัดต่อเรื่อง จุดเริ่มต้นของจุดจบ ซึ่ง Export ออกมาเป็น AVI PAL ขนาดใหญ่ 9GB ทั้งๆ ที่หนังยาวแค่ 3 นาที ส่วนอีกเรื่องคือ นาน...น๊าน...น่าน ออกมาเป็น AIV PAL ขนาด 12GB ซึ่ง File ใหญ่ขนาดนี้เอาไปฉายไม่ได้เสียด้วย ผมก็พยายาม Export ออกมาหลายๆ แบบ จนสุดท้ายก็มารอดที่ MPEGII ขนาด 175MB แต่อีกเรื่องทำไม่ได้เพราะเครื่องแรงไม่พอจะ Export MPEG เราก็ทำการระดมความคิดสารพัดจนออกมาเป็นการ Export 12 GB ลงใน HDD Fat 32 ที่ต้องตัดคลิปทุกๆ 4 GB เพื่อนำ 4 คลิป ไปตัดต่อใน Final cut Pro ในเครื่อง Mac แล้ว Export ออกมาอีกรอบ

 
 

๘๘๘๘๘วิธีการที่ซับซ้อนนี้ในที่สุดก็เสร็จสินในเวลา 1 ทุ่ม พอดิบพอดี เรารีบบึ่งรถเต็มสปีทดริ๊ฟลงมาตามไหล่เขา (อันนี้พูดเล่น) ในที่สุดก็มาถึงทันฉายพอดิบพอดี แล้วบรรยากาศการฉายหนังแบบเพลิดเพลิน เป็นกันเอง ก็สร้างประทับใจให้ทุกคน ขนาดผมเองแทบน้ำตาไหลออกมาเลยนะ แต่แอบเขินเด็กๆ เลยกลั้นไว้

ยอมรับว่าตั้งแต่มาไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้ไว้ ซึ่งความประทับใจแบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้ง เหมือนคราวที่ได้ไปเศรษฐเสถียร กับ Love is Hear ได้ทำกิจกรรมกับเด็กตาบอดของ พี่ตาร์ Paradox กับ สสส. หรือได้ทำงานร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV กับ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ความจริงในชีวิตมันเกิดขึ้นกับผมซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น มันย้ำทำให้สิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อมีความสุข เป็นเรื่องจริง ผมอาจไม่ค่อยได้สอนหนังให้เด็กมากเท่าที่ควรจะทำ และสิ่งที่เด็กๆ ให้กลับผมมันมากมายกว่าที่ผมให้ไปเยอะมาก พลังชีวิตที่เติมให้กันนั้นผมไม่รู้จะตอบแทนคืนให้ไปยังไง คงทำได้เพียงขอบคุณมากๆ ขอบคุณจากใจจริง

 

 

ฝากถึงน้องๆ ที่ให้ E-Mail มา “พี่ก็เอาหนังพวกเราลง Youtube ให้แล้วตามสัญญาแล้วนะ หนังของพวกเราจริงใจมาก ไม่มีทางที่พี่จะทำได้แบบนี้เลย หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะ อย่าเพิ่งลืมกันเสียก่อนล่ะ” 



 

ป.ล. ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่ได้เขียนลงไป แต่เท่านี้ก็ยาวมากแล้วนะ

ป.ล. 2 ขอโทษเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคนที่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างยาวนานเพราะแทบไม่มีเวลาเล่นเลย เข้าเนทแต่ละทีก็แป๊บเดียว เล่นแต่ Facebook ไม่ก็เช็ค Mail เพิ่งจะมารู้ตัวว่าการเขียนบล็อกนี่ใช้พลังงานเยอะมาก นับถือคนที่ทำงานไปด้วยแล้วยังเขียนบล็อกดีๆ ไปได้ด้วยมากๆ

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านไปเราก็พลันมีความสุขและรู้สึกดีไปด้วยเลย big smile

#7 By Seam - C on 2010-11-25 16:13

เอฟเฟ็กดีเนาะชอบๆ
ก็ไม่รู้เรื่องถ่ายหนังเท่าไหร่หรอก
แต่ดูแล้วน่าสนใจดี อิอิ

ซื้อของมาฝากบ้างป่าวเนี่ย *-*

#6 By มู๋บูริน (118.173.88.241) on 2010-11-24 13:49

น่าสนในมาก อยากไปบ้างไรบ้าง

#5 By pap (183.89.70.53) on 2010-11-24 13:24

@ปลาวาฬ

เหนื่อยจริงอะไรจริง แต่พอหนังออกมาแล้วหายเหนื่อยเลย มีคนคอมเมนท์เรื่องแรกว่าให้ความรู้สึกเหมือนดูหนัง เดวิด ลินช์ น่าชื่นใจมาก ส่วนเรื่องที่สองนี่มีทั้งการตัดเสียง แสดงถึงการไม่ได้ยิน มีแฟรชแบคด้วย

ว่ากันตามตรง ถ้าเป็นคนไม่ค่อยได้ดูหนัง ไม่รู้จักการทำหนังมาก่อน เทียบกับคนทำหนังสั้นมาแล้วยังไม่รู้จักโครงสร้างหนังเลย ไม่ต้องพูดถึงการแฟรชแบค การย้อมสีภาพ ที่ทำกันเองโดยไม่ได้บอก

ตอนแรกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นการย้อมสีป่า เพราะคิดว่าเด็กคงไม่ได้ดูงานอา Evil Dead ของ แซม ไรมี่ มาแน่นอน แต่นี่มันเซนส์ล้วนๆ

ส่วนเรื่องที่สองการวางเฟรมภาพหลังการสอนไปนี่เนี๊ยบมาก ชอบตอนจบที่ปิดหนังสือมาก


@พี่ต๋อย

อยากไปอยู่จริงๆนะ

#4 By binkybear on 2010-11-23 22:47

ฟังบิ้งเล่าแล้วอยากไปด้วยจัง เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงอยากไปอยู่น่าน แล้วเล่าให้ฟังอีกนะ

#2 By ต๋อย (58.137.12.74) on 2010-11-23 15:26

น่ารักเชียวเลยอะ ปล่อยแสง ๕๕
หนังพี่นี่ทำให้เหนื่อยใจมากเลย sad smile

#1 By ปลาวาฬ on 2010-11-23 13:51